ทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย

ทวีปออสเตรเลีย ( Australia )

                     ทวีปออสเตรเลีย ประกอบด้วย ประเทศออสเตรเลียนิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกีนี เป็นทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดและมีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแต่เป็นทวีปหลังสุดที่มนุษย์เข้าไปตั้งถิ่นฐานและรู้จักแพร่หลาย
                    ทวีปออสเตรเลียอยู่ทางซีกโลกใต้และบางคนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ดินแดนมหาสมุทรหรือโอเชียเนีย (Oceania) หมายถึง ดินแดนที่เป็นหมู่เกาะต่างๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกเช่น ฟิจิ นิวแคลีโดเนียวานูอาตู ซามัวตะวันตก หมู่เกาะโซโลมอน ฯลฯ โดยเฉพาะฟิจิเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ได้รับเอกราช พ.ศ.2513 และเป็นเกาะที่มีประชากรมากที่สุดคือ 800,000 คน

ออสเตรเลีย

1. ที่ตั้ง  
             อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย และเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในซีกโลกใต้  ระหว่างละติจูดที่10 องศา  41 ลิปดาใต้ ถึง 43 องศา 39 ลิปดาใต้ และลองจิจูด 113 องศา 9 ลิปดาตะวันออก ถึง 153 องศา 39 ลิปดาตะวันออก

2. ขนาดพื้นที่ 
            ออสเตรเลียเป็นประเทศเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดใหญ่กว่าเกาะกรีนแลนด์ถึง 3.5 เท่า มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ มีความยาวจากตะวันออกถึงตะวันตก ประมาณ 3,900 กิโลเมตร มีความกว้างจากเหนือไปใต้ประมาณ 3,200 กิโลเมตร มีพื้นที่ 7,686,848 ตางรางกิโลเมตร ประกอบด้วยรัฐต่างๆ 6 รัฐ กับเขตการปกครองอิสระ อีก 2   เขต  เรียกว่าเทร์ริทอรี (Territory)
                1. รัฐควีนส์แลนด์ มีเมืองบริสเบนเป็นเมืองหลวง
                2. รัฐนิวเซาท์เวลส์ มีเมืองซิดนีย์เป็นเมืองหลวง
                3. รัฐวิกตอเรีย มีเมืองเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวง
                4. รัฐเซาท์ออสเตรเลีย มีเมืองแอดิเลดเป็นเมืองหลวง
                5. รัฐเวสท์เทิร์นออสเตรเลีย มีเมืองเพิร์ทเป็นเมืองหลวง
                6. รัฐแทสมาเนีย มีเมืองโฮบาร์ดเป็นเมืองหลวงเขตปกครองอิสระ 2 เขต คือ
               

            7. นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน มีประชากรอาศัยอยู่น้อยจัดให้เป็นที่อยู่ของคนพื้นเมืองดั้งเดิม มีเมืองดาร์วินเป็นเมืองหลวง
            8. ออสเตรเลียแคพิทอลเทร์ริทอรีเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงคือ แคนเบอร์ราเป็นเขตพิเศษไม่อยู่ในรัฐใด

     ออสเตรเลีย  ประกอบด้วย
1. รัฐควีนส์แลนด์
2. รัฐนิวเซาท์เวลส์
3. รัฐวิกตอเรีย
4. รัฐเซาท์ออสเตรเลีย
5. รัฐเวสท์เทิร์นออสเตรเลีย
6. รัฐแทสมาเนีย
7. นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี
8. ออสเตรเลียแคพิทอลเทร์ริทอรี

1. เมืองบริสเบน เป็นเมืองหลวง
2. เมืองซิดนีย์ เป็นเมืองหลวง
3. เมืองเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวง
4. เมืองแอดิเลด เป็นเมืองหลวง
5. เมืองเพิร์ทเป็นเมืองหลวง
6. เมืองโฮบาร์ด เป็นเมืองหลวง
7. เมืองดาร์วินเป็นเมืองหลวง
8. ที่ตั้งเมืองหลวงคือ แคนเบอร์รา
    เป็นเขตพิเศษไม่อยู่ในรัฐใด

3. อาณาเขต
                ทิศเหนือติดต่อกับทะเลติมอร์ ในมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอาราฟูราในมหาสมุทรแปซิฟิก
                ทิศตะวันออกติดต่อกับทะเลคอรัลและทะเลแทสมันในมหาสมุทรแปซิฟิก
                ทิศใต้ติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย
                ทิศตะวันตกติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย

4. ลักษณะภูมิประเทศ   แบ่งออกเป็น 3 เขต
                1. เขตที่สูงทางภาคตะวันออก (Eastern  Highland) เป็นเขตที่มีเทือกเขาสูงวางตัวจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ขนานกับชายฝั่งตะวันออกตั้งแต่แหลมยอร์กไปจนถึงช่องแคบบาสส์ เรียกว่า เทือกเขาเกรตดิไวดิง (Great Dividing Range) เทือกเขาแอลป์ออสเตรเลียมียอดเขาสูงสุด คือ ยอดเขาคอสซิอัสโก (Kosciusko) สูงประมาณ 2,198 เมตร เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเมอร์รีย์-ดาร์ลิงทางชายฝั่งตะวันออกของรัฐควีนส์แลนด์มีแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลกที่วางตัวขนานกับชายฝั่งเรียกว่า เกรดแบริเออร์ รีริฟ (Great Barrier Reef) วางตัวขนานและห่างจากชายฝั่งประมาณ  40-200  กิโลเมิตร และยาวประมาณ  2,000  กิโลเมตร

                2. เขตที่ราบภาคกลาง (Central Plain) มีอาณาบริเวณตั้งแต่อ่าวคาร์เปนตาเรียนทางตอนเหนือลงมาถึงอ่าวสเปนเซอร์และเกรตออสเตรเลียนไบต์ มีลักษณะเป็นที่ราบต่ำ มีพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ และเป็นแหล่งที่มีน้ำบาดาลมาที่สุดของประเทศ  แบ่งออกเป็น 4 เขต
                        2.1 เขตที่ราบอ่าวเกรตออสเตรเลียไบต์ (Great Australina Bight Plan) เป็นที่ราบที่มีอากาศแห้งแล้งกันดาร เรียกว่า ที่ราบนัลลาบอร์ (Nullabor Plain)  ภาษาพื้นเมือง แปลว่าที่ราบที่ไม่มีต้นอยู่เลย
                        2.2 ที่ราบลุ่มแม่น้ำเมอร์รีย์และดาร์ลิง (Murray and Dariong Basin) มีแม่น้ำดาร์ลิงเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดของออสเตรเลียประมาณ 3,700 กิโลเมตรและแม่น้ำเมอร์รีย์และไหลผ่าน ไหลลงสู่อ่าวเอนเคาน์เตอร์และเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ
                        2.3 ที่ราบรอบทะเลสาบแอร์ (Lake Ayre  Basin) เป็นเขตพื้นที่ราบรอบทะเลแอร์ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในทวีปออสเตรเลียและเป็นที่ราบแล้งแห้งเป็นทะเลทราย  เช่น  ทะเลทรายซิมป์สันและทะเลทรายสจ๊วด
                        2.4 ที่ราบรอบอ่าวคาร์เปนตาเรีย (Gulf of Carpentaria Plain)  เป็นที่ราบชายฝั่งแคบๆ ทางตอนเหนือของประเทศ
                3. เขตที่ราบสูงภาคตะวันตก (Western Plateau) เป็นเขตที่สูงภาคตะวันตก ซึ่งมีพื้นที่มากกว่าครึ่งทวีปประกอบด้วยที่ราบชายฝั่งแคบๆ และที่สูงเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ลักษณะพื้นที่ทางด้านตะวันตกและลาดเทไปทางตะวันออก ซึ่งเป็นดินแดนภายในทวีปมีเทือกเขาที่สำคัญ เช่น เทือกเขาโรบินสัน เทือกเขาดาร์ลิง เทือกเขาแม็กโนนัลล์   เทือกเขามัสเกรฟ  เทือกเขาคิมเบอร์เลย์  นอกจากนี้ยังมีภูมิประเทศที่เป็นเขตทะเลทรายอยู่หลายแห่ง  เช่น  ทะเลทรายเกรตแซนดี  ทะเลทรายกิบสัน  ทะเลทรายเกรตวิกตอเรีย

5. ลักษณะภูมิอากาศ
           
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศของออสเตรเลีย
                1. ที่ตั้งตั้งอยู่ในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยมีเส้นทรอออฟแคปริคอร์นลากผ่านกลางของประเทศทางตอนเหนือมีอากาศร้อน และทางตอนใต้มีอากาศอบอุ่น
                2. ทิศทางลม
                        - ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้พัดจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่ฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียตลอดทั้งปีทำให้มีฝนตกชุกตามบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกไม่มีฤดูแล้ง
                        - ลมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้มีฝนตกในฤดูหนาวและแห้งแล้งในฤดูร้อน
                        - ลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือพัดจากทะเลติมอร์และทะเลอาราฟูราเข้าสู่ชายฝั่งทางตอนเหนือมีความชุ่มชื่นและแห้งแล้งในฤดูหนาว
                3. ลักษณะภูมิประเทศทางตะวันตก มีที่ราบสูงและภูเขาวางตัวขวางกั้นทิศทางลมและความชื้นจากทะเลทางตะวันออกมีแนวเทือกเขาเกรตดิไวดิงเป็นกำแพงขวางกั้นทิศทางลมและความชื้นจากทะเลทางตะวันออกทำให้ดินแดนภายในตอนกลางประเทศมีอากาศแห้งแล้ง4. ความใกล้ไกลจากทะเลเนื่องจากออสเตรเลียมีพื้นที่กว้างมาก ทำให้พื้นที่ภายในอยู่ห่างไกลจากทะเลมากอิทธิพลจากความชื้นจากทะเลเข้าไปไม่ถึง ทำให้อากาศแห้งแล้ง
                5. กระแสน้ำ มีกระแสน้ำเย็นออสเตรเลียตะวันตกไหลเลียบทางฝั่งชายตะวันตก ขึ้นไปทางเหนือทำให้ชายฝั่งทางตอนเหนือมีอุณหภูมิร้อนลดลง
           

 

 

 

 

 

 

 เขตอากาศของออสเตรเลีย แบ่งออกเป็น 7 เขต

                1. เขตอากาศแบบร้อนชื้นชายฝั่งทะเล (Tropical Maritime Climate) ได้แก่พื้นที่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ของรัฐควีนส์แลนด์มีอุณหภูมิสูง และฝนตกชุกในฤดูร้อนพืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้เขตร้อน
                2. เขตอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Savanna Climate) ได้แก่พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศมีอากาศร้อนและฝนตกปานกลางในฤดูร้อน และแห้งแล้งในฤดูหนาวพืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าเรียกว่า ทุ่งหญ้าสะวันนาและป่าโปร่ง
                3. เขตอากาศแบบกึ่งทะเลทราย (Semi-desert Climate) ได้แก่ ดินแดนรอบๆทะเลทราย ทั้งทางเหนือ ตะวันออกและทางใต้ พืชพรรณเป็นทุ่งหญ้าสั้นๆ เรียกว่าทุ่งหญ้าสเตปป์
                4. เขตอากาศแบบทะเลทราย (Desert Climate) ได้แก่ดินแดนที่อยู่ตอนกลางของประเทศครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ ได้แก่ทะเลทรายเกรตแซนดี  ทะเลทรายกิบสัน  ทะเลทรายเกรตวิกตอเรียและทะเลทรายซิมป์สัน
                5. เขตอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Climate) ได้แก่บริเวณชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้และชายฝั่งตะวันออกของอ่าวเกรตออสเตรเลียไบต์มีอากาศอบอุ่นชุ่มชื้น ในฤดูหนาวและร้อนแห้งแล้งในฤดูร้อน
                6. เขตอากาศอบอุ่นชื้น  เป็นเขตที่มีอากาศอบอุ่น ฝนตกตลอดปีได้แก่บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐควีนส์แลนด์และบางส่วนของรัฐนิวเซาท์เวลส์พืชพรรณธรรมชาติ ป่าไม้ผลัดใบ
               

7. เขตอากาศแบบภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก เป็นเขตที่อากาศอบอุ่นฤดูหนาวมีอากาศค่อนข้างหนาว มีฝนตกตลอดปี ได้แก่ ชายฝั่งตอนใต้ของนิวเซาท์เวลส์รัฐวิตอเรีย และเกาะแทสมาเนีย พืชพรรณธรรมชาติ เป็นป่าผสมระหว่างป่าไม้ผลัดใบกับป่าสน

6. ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม
        การปกครอง

                ออสเตรเลีย เป็นประเทศเครือจักรภพอังกฤษมีสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชอาณาจักรเป็นประมุขออสเตรเลียปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยแบบสมาพันธรัฐ ที่มีทั้งรัฐบาลกลาง และรัฐบาลของรัฐต่างๆรัฐบาลกลางมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร  ฝ่ายนิติบัญญัติมีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาสูง มาจากการเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี   และสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากรัฐจากและดินแดนอิสระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี
         ประชากร
            1. เชื้อชาติแบ่งออกเป็น 2 พวก
                1.1 ชนผิวขาวเป็นประชากรส่วนใหญ่ของออสเตรเลีย ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 เป็นใหญ่เป็นชาวอังกฤษ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อิตาลี และกรีซ อาศัยอยู่ทางตะวันออกทางใต้และทางตะวันตกของประเทศ
                1.2 ชนพื้นเมืองเป็นประชากรดั้งเดิมของออสเตรเลีย เรียกว่า อะบอริจินิส หรือ ออสเตรลอยด์อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ คือ นอร์เทิร์นเทร์ริทอรีซึ่งดินแดนที่รัฐบาลออสเตรเลียสงวนไว้ให้กับชาวพื้นเมือง
            2. ภาษาออสเตรเลียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันทุกเชื้อชาติ
            3. ศาสนาการที่ชาวยุโรปได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ได้นำเอาศาสนาคริสต์เข้าไปด้วยส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก
            4. ประชากรออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 18.7 ล้านคน (2541) เฉลี่ยความหนาแน่นประมาณ 2.4 คนต่อตารางกิโลเมตรบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้และทางใต้ของประเทศส่วนบริเวณที่มีประชากรเบาบาง ได้แก่บริเวณตอนกลางของประเทศเพราะมีอากาศแห้งแล้งเป็นกึ่งทะเลทรายและทะเลทราย
            5. เมืองสำคัญ
                    - ซิดนีย์ เป็นเมืองเก่าและใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวสต์เป็นศูนย์กลางทางการค้าและอุตสาหกรรม
                    - แคนเบอร์ราเป็นเมืองหลวง ตั้งอยู่ในดินแดนอิสระคือ ออสเตรเลียนแคพิคอลเทร์ริทอรีอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวสต์ เป็นที่ทำการรัฐบาลกลางและสถาฑูตของประเทศต่างๆทั่วโลก
                    - เมลเบิร์น เป็นเมืองหลวงของรัฐวิกตอรีเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหญ่รองจากซิดนีย์
                    - โฮบาร์ด เป็นเมืองหลวงของรัฐแทสเมเนีย เป็นเมืองท่าน้ำลึกของออสเตรเลีย

       

 อาชีพและทรัพยากร
               
พื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรส่วนใหญ่มีอากาศแห้งแล้งจึงเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์มากกว่าการเพาะปลูกและการที่พื้นที่ทางเกษตรมีอากาศแห้งแล้ง ทำให้มีการขุดบ่อบาดาลมาใช้อย่างกว้างขวาง และแหล่งที่มีการนำน้ำบาดาลมาใช้ คือแอ่งแผ่นดินเกรตอาร์ทีเชียน ในรัฐควีสแลนด์แอ่งแผ่นดินเมอร์รีย์ในรัฐนิวเซาท์เวสต์และแอ่งแผ่นดินแอเดเลดเพลนในรัฐวิกตอเรีย
                1.1 การเพาะปลูก
                        - ข้าวสาลีเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลีย มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 2 ใน 3 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ แหล่งปลูกข้าวสาลีมากที่สุด คือบริเวณลุ่มน้ำเมอร์รีย์-ดาร์ลิงและทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวสต์
                        - ข้าวเจ้าแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ รัฐนิวเซาท์เวสต์ ปลูกโดยใช้การชลประทานเข้าช่วยรัฐเวสเทริน์ออสเตรเลีย นอร์เทิร์นเทร์ริทอรีการปลูกอาศัยน้ำฝนธรรมชาติ
                        - กล้วย อ้อย สับปะรดฝ้ายและยาสูบ ปลูกมากทางชายฝั่งตะวันออกของรัฐควีนสแลนด์ทางตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวสต์
                        - องุ่น และส้มเป็นพืชในอากาศเมดิเตอร์เรเนียน ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ทางตะวันออกของอ่าวเกรตออสเตรเลียไบต์และเกาะแทสเมเนีย
                1.2 การเลี้ยงสัตว์ เป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลียสัตว์เลี้ยงที่สำคัญคือ แกะและโค- แกะออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงแกะมากที่สุดในโลก ได้แก่บริเวณรัฐนิวเซาท์เวสต์   ควีนสแลนด์ และเวสเทิร์นออสเตรเลียพันธุ์ที่เลี้ยงมากที่สุด คือ พันธุ์เมอริโน เลี้ยงไว้เพื่อใช้ขนเป็นสินค้าออกซึ่งส่งออกมาที่สุดในโลก
                      

  - โค ส่วนใหญ่เป็นโคเนื้อเลี้ยงมากในบริเวณทุ่งหญ้าสะวันนาทางตอนเหนือ ส่วนโคนมเลี้ยงในเขตอบอุ่นทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
                1.3 อุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมทางการเกษตร การผลิตรถยนต์ การต่อเรือการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า การกลั่นน้ำมัน การทอผ้า ฯลฯแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ได้แก่ รัฐนิวเซาท์เวสต์วิกตอเรีย แทสเมเนีย และเซาท์ออสเตรเลีย
                1.4 การประมงแหล่งประมงส่วนใหญ่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศเพราะเป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุมมากแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหอยมุกทำมากในบริเวณเกาะเทอร์สเตย์ ทางเหนือสุดของคาบสมุทรยอร์ก
                1.5 การทำป่าไม้ ส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศ เพราะมีอากาศชื้นส่วนใหญ่เป็นไม้ยูคาลิปตัส และไม้อะเคเซีย(ไม้ตระกูลกระถิน)
                1.6 การทำเหมืองแร่
                        - เหล็ก พบมากที่เมืองยัมปิซาวด์ในเขตเทือกเขาแฮมเมอร์สเลย์รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
                        - ถ่านหิน พบมากทางชายฝั่งตะวันออกในนิวเซาท์เวสต์และควีนสแลนด์โดยเฉพาะที่เมืองซิดนีย์ นิวคาสเซิลและวูลลองกองเป็นแหล่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
                        - ทองคำอยู่ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เหมืองใหญ่ที่สุดอยู่ที่เมืองคาลกูร์ลี
                        - ตะกั่ว สังกะสี เงิน ในรัฐนิวเซาท์เวสต์ เมืองโบรกเคนฮิล
                        - ดีบุก ใ นรัฐควีนสแลนด์ ที่เมืองเฮอร์นเบอร์ตัน และเมืองสแตนทอร์ป
                        - บอกไซต์ในรัฐควีนสแลนด์บริเวณคาบสมุทรยอร์ก
                        - น้ำมันในรัฐควีนสแลนด์ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย
                1.7 การคมนาคมขนส่ง
                        - ทางรถยนต์ออสเตรเลียมีทางรถยนต์ยาวประมาณ 900,000 กิโลเมตร
                        - ทางรถไฟ ออสเตรเลียมีทางรถยนต์ยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตรมีอยู่หนาแน่นทางภาคตะวันออกของประเทศและมีทางรถไฟข้ามประเทศจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกถึงชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียเชื่อมระหว่างเมืองเพิร์ทกับเมืองซิดนีย์เรียกว่า ทางรถไฟสายทรานส์ออสเตรเลียน
                        - ทางน้ำออสเตรเลียมีท่าเรือติดต่อทวีปยุโรป เอเชียและอเมริกา ได้แก่ เมืองท่าเพิร์ทเมืองท่าบริสเบน เมืองท่าซิดนีย์ เมืองท่าเมลเบิร์น
                        - ทางอากาศ มีสายการบินใช้ติดต่อระหว่างประเทศและในประเทศ เรียกว่าสายการบินแควนตัส (Qantas)




เครือรัฐออสเตรเลีย
Commonwealthof Australia

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง เป็นเกาะทวีป (Island Continent) อยู่ในซีกโลกใต้ ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก 
พื้นที่
 7,692,000 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 รองจากรัสเซีย แคนาดา จีน สหรัฐอเมริกา และบราซิล และใหญ่กว่าไทยประมาณ 15 เท่า
เมืองหลวง
 กรุงแคนเบอร์รา เมืองที่มีประชากรมากสุด ได้แก่ นครซิดนีย์และเมลเบิร์น
ภูมิอากาศ
 ภาคใต้มีสภาพอากาศเย็น ในขณะที่ภาคเหนือมีอากาศร้อนชื้น เดือนร้อนที่สุดคือ มกราคมและกุมภาพันธ์ เดือนหนาวที่สุดคือ กรกฎาคม
เวลา
 เร็วกว่าเวลามาตรฐาน กรีนิช 10 ชม. (New South Wales, Tasmania, Victoria, Queensland และ Australian CapitalTerritory) 9.5 ชม. (Northern Territory และ South Australia) และ 8 ชม. (WesternAustralia) เวลากรุงแคนเบอร์ราเร็วกว่ากรุงเทพฯ 3 ชม. 
ประชากร
 22 ล้านคน (ปี 2553) เป็นผู้ที่มีเชื้อชาติยุโรป ร้อยละ 92 เอเชียร้อยละ 7 และชนพื้นเมืองอะบอริจินส์ ร้อยละ 1
ภาษาราชการ
 ภาษาอังกฤษ
ศาสนา
 คริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ร้อยละ 25.8 คริสต์นิกายแองกลิกัน ร้อยละ 18.7 คริสต์นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 21 พุทธ ร้อยละ 2.1 มุสลิม ร้อยละ 1.7 อื่นๆ ร้อยละ 1.2 ไม่แจ้งศาสนาตน ร้อยละ 13 และไม่นับถือศาสนาใด ร้อยละ 15 (จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2544)
วันชาติ
 วันที่ 26 มกราคม
รูปแบบการปกครอง
 ระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธ์ (FederalDemocracy) และเป็นประเทศในเครือจักรภพ
ประมุข
 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ (Governor-General) คนปัจจุบันคือ นางเควนทิน ไบรซ์(Quentin Bryce,AC) หัวหน้าฝ่ายบริหารคือ นางสาวจูเลีย กิลลาร์ด (The Honorable Julia Gillard, MP) นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคแรงงาน Australia LaborParty
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
 889.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2553)
รายได้ประชาชาติต่อหัว
 41,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2553)
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
 ร้อยละ 3.3 (ปี 2553)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.9 (ปี 2553)
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 5.1 (ปี 2553)
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เยอรมนี ไทย (ปี 2553)
ตลาดส่งออกที่สำคัญ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐฯ (ปี 2553)
 
สินค้าส่งออกที่สำคัญ ถ่านหิน แร่เหล็ก ทองคำ น้ำมันดิบ แร่อะลูมิเนียม
สินค้านำเข้าที่สำคัญ
 ชิ้นส่วน/อุปกรณ์รถยนต์ น้ำมันดิบ น้ำมันกลั่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยา (ปี 2552)

การเมืองการปกครอง

กำเนิดเครือรัฐออสเตรเลีย ได้รับการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2444 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1901 ซึ่งเป็นแบบลายลักษณ์อักษร เดิมออสเตรเลียเป็นดินแดนสำหรับส่งนักโทษอังกฤษมาอาศัยอยู่ แต่มีชาวอังกฤษย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานในช่วงศตวรรษที่ 19 ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวยุโรปและชาวเอเชียย้ายไปตั้งรกรากที่ออสเตรเลียมากขึ้นตามลำดับ
ฝ่ายบริหาร
 อยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ มีคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรผู้บริหาร โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี บุคคลในคณะรัฐมนตรีได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป
ฝ่ายนิติบัญญัติ
 มีรัฐสภาประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (มี 150 ที่นั่ง) และ วุฒิสภา (มี 76 ที่นั่ง)มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดและครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทุกๆ 3 ปี การออกพระราชบัญญัติทุกฉบับต้องผ่านการเห็นชอบของทั้ง 2 สภา ประชาชนที่มีอายุครบ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง

ฝ่ายตุลาการ อำนาจตุลาการเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ไม่มีอำนาจถอดถอน 
- ศาลสูง (
High Court of Australia) มีอำนาจสูงสุดในการตีความและตัดสินคดี
กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติระดับรัฐและส่วนกลาง และคดีในระดับระหว่างรัฐและระหว่างประเทศ ศาล
Federal Court of Australia มีอำนาจตัดสินคดีแพ่ง 
การปกครอง
 ในระบบสหพันธรัฐ ซึ่งประกอบด้วย 6 รัฐ ได้แก่ Western Australia, South Australia, Queensland, NewSouth Wales, Tasmania, และ Victoria โดยมีอาณาเขตปกครองตนเอง 2 อาณาเขต ได้แก่ Northern Territory และ Australian Capital Territory ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง คือ กรุงแคนเบอร์รา รัฐแต่ละรัฐมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor) มีรัฐบาลและมุขมนตรีทำหน้าที่บริหาร โดยมีสภานิติบัญญัติ 2 สภา ยกเว้นรัฐ Queensland ซึ่งมีเพียงสภาเดียว และรัฐและอาณาเขตต่างๆ มีระบบศาลของตนเอง
พรรคการเมือง
 ออสเตรเลียมีพรรคการเมืองสำคัญ 3 พรรค ได้แก่
1.
Australian Labor Party (หัวหน้าพรรคคือ นางสาวจูเลีย กิลลาร์ด )
2.
Liberal Party of Australia (หัวหน้าพรรคคนใหม่คือ นายโทนี่ แอบบอต)
3.
National Party of Australia (หัวหน้าพรรคคือ นาย Warren Truss เมื่อ 3 ธ.ค.2550 หัวหน้าพรรคคนใหม่คือ Warren TRUSS)
พรรคการเมืองอื่นๆ อาทิ พรรค
AustralianGreens, Family First Party, Australian Democrats, One NationParty
สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน
 
- พรรค
Labor (ส.ส. 83 คน) นำโดยนาย Kevin Rudd ชนะการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2550 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 55.33 และได้จัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรค Liberal (ส.ส. 55 คน) และพรรค Nationals (ส.ส. 10 คน) เป็นพรรคฝ่ายค้าน 
- เมื่อเดือนธันวาคม 2549 พรรค
Labourมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ซึ่งนาย Kevin Rudd ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคสืบแทนนาย Kim Beazley 
- รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญต่อ (1) การทบทวนนโยบายการจัดเก็บภาษีเหมืองแร่ (
Mineral Resource Rent Tax) (2) การปฏิรูปการศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรชายขอบให้มากขึ้น รวมทั้งยกระดับมหาวิทยาลัยของออสเตรเลียไปสู่ความเป็นเลิศระดับโลก (3) การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลในชนบท (4) การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในชนบท (5) การขยายบริการระบบสาธารณสุขเพื่อให้สามารถรองรับจำนวนผู้มาใช้บริการ (6) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ในท่ามกลางที่กล่าวมา มีหลายประเด็นที่สาธารณชนมองว่าประสบความล้มเหลวภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีเควินรัดด์ (Kevin Rudd) และส่งผลให้คะแนนนิยมของสาธารณชนต่อนายรัดด์เสื่อมถอยลงซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อพรรคแรงงาน
นโยบายด้านความมั่นคง
2.1 ออสเตรเลียให้ความสำคัญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากเห็นว่าปัญหาการก่อการร้าย การแพร่กระจายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับพันธมิตรโดยเฉพาะสหรัฐฯ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ และพัฒนาบุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพในการป้องกันดินแดน รวมทั้งผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างจริงจัง
 
2.2 ออสเตรเลียได้ตกเป็นเป้าหมายของขบวนการก่อการร้าย นับตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่เกาะบาหลี ในปี 2545 และมีความกังวลว่าจะเกิดขบวนการหัวรุนแรงขยายตัวมากขึ้นในประเทศ เนื่องจากออสเตรเลียมีชุมชนมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 300
,000 คน รัฐบาลกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้นำมุสลิมต่างๆ อย่างเข้มงวด และชี้ว่าชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียจะต้องตระหนักและเคารพต่อค่านิยมทางสังคมของออสเตรเลีย คาดว่าออสเตรเลียจะดำเนินนโยบายให้ชาวมุสลิมกลมกลืนเป็นชาวออสเตรเลียมากขึ้นหลังจากที่ได้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง และเปลี่ยนนโยบายการเข้าเมือง ตลอดจนเปลี่ยนชื่อกระทรวงจาก Department ofImmigration and Multicultural Affairs เป็น Department of Immigration andCitizenship 
2.3 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 นายอเล็กซานเดอร์ ดาวน์เนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียได้กล่าวสุนทรพจน์ที่
Sydney Institute ในหัวข้อ Terrorism: Winning the Battle of Ideas สรุปได้ว่า ออสเตรเลียเล็งเห็นถึงปัญหาการก่อตัวของลัทธิหัวรุนแรงในท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่ม JemmahIslamiya – JI และพยายามใช้แนวทางด้านความมั่นคงและแนวทางการทูตสาธารณะในการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการเสริมสร้างความสมานฉันท์ เช่น การร่วมมือกับอินโดนีเซียในการจัดประชุม Interfaith Dialogue 2 ครั้ง (นิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 3 ในเดือนพฤษภาคม 2550) การจัดโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนและการติดต่อระหว่างกลุ่มมุสลิมในออสเตรเลียและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในไทยและอินโดนีเซีย โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ประสบการณ์ของออสเตรเลียในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนมุสลิมผสมกับหลักสูตรทั่วไปของออสเตรเลีย และจะขยายโครงการไปสู่ผู้นำมุสลิมสายกลางสาขาอาชีพต่างๆ อีกด้วย 
2.4 ขณะนี้ ออสเตรเลียลงนามความตกลงด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (
MOUs on Counter-Terrorism) กับหลายประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ ฟิจิ กัมพูชา ติมอร์เลสเต อินเดีย บรูไนฯ ปาปัวนิวกินี ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ได้ประกาศที่จะให้เงินช่วยเหลือภูมิภาคในการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเวลา 4 ปีเป็นเงินทั้งสิ้น 92.6 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ออสเตรเลียยังเป็นประธานร่วมกับอินโดนีเซียในกรอบ Bali Process โดยได้จัดตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ได้แก่ Legal Issues Working Group (LIWG) และ LawEnforcement Working Group (LEWG) ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย
2.5 บทบาทที่โดดเด่นของออสเตรเลียในปี 2550 คือ การที่ออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพการประชุมในกรอบเอเปค และให้ความสำคัญกับการผลักดันความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายในกรอบนี้ โดยเมื่อวันที่ 19-20 มกราคม 2550 ได้จัดการประชุม
APEC Counter-Terrorism TaskForce ครั้งที่ 1/2550 ณ กรุงแคนเบอร์รา ซึ่งในกรอบนี้ออสเตรเลียเป็นผู้บริจาคสำคัญของโครงการภายใต้กรอบธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) หรือ Cooperation Fund for Regional Trade and Financial Security Initiative และจะร่วมกับมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วย financing of terrorism ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือนเมษายนและกรกฎาคม 2550 
2.6 นอกจากนี้ ออสเตรเลียมีโครงการร่วมมืออื่นๆ ในภูมิภาค (
regional outreach) โดยจัดการสัมมนาว่าด้วย Global Initiative to Combat Nuclear Terrorism ในระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2550 
การประชุม
Sub-Regional MinisterialMeeting on Counter-Terrorism ที่กรุงจาการ์ตา ระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม 2550 ซึ่งออสเตรเลียและอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพร่วม และมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีเข้าร่วมจาก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และไทย หัวข้อที่มีการหารือ อาทิ การต่อต้านการแพร่ขยายของลัทธินิยมความรุนแรง การข่าว การสอดส่องควบคุมความเคลื่อนไหวและการจัดการกับยุทธวิธีของขบวนการก่อการร้าย เงินทุน อาวุธ และวัตถุที่ใช้ประโยชน์สองทาง ซึ่งฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย และการเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่ดีจากประเทศอื่นในภูมิภาค
2.7 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการลักลอบค้ามนุษย์ โดยเฉพาะในกรอบของ
BaliProcess ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้จัดตั้งตำแหน่งเอกอัครราชทูตในเรื่องการลักลอบค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะเพื่อประสานงานและสานต่อการดำเนินการต่างๆ ภายใต้กรอบดังกล่าว นอกจากนั้น เมื่อเดือนมิถุนายน 2547 รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศใช้ Action Plan to Eradicate Trafficking in Persons โดยใช้งบประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และครอบคลุมมาตรการต่างๆ ในการต่อต้านการลักลอบค้ามนุษย์ รวมทั้งได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารสหประชาชาติ Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, EspeciallyWomen and Children เมื่อเดือนกันยายน 2548 หลังจากปรับแก้ไขกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องแล้ว
2.8 ออสเตรเลียมีบทบาทที่แข็งขันในการต่อต้านการแพร่กระจายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (
WMD) โดยสนับสนุนสนธิสัญญาหลักๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ Nuclear Non-ProliferationTreaty (NPT), Chemical Weapons Convention (CWC), Biological and Toxin WeaponsConvention (BWC), และComprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty (CTBT) รวมทั้งสนับสนุนและมีบทบาทที่แข็งขันใน Proliferation Security Initiative (PSI) ซึ่งเป็นแนวความคิดริเริ่มของสหรัฐฯ และได้รับความร่วมมือจากชาติตะวันตกต่างๆ รวมถึงออสเตรเลีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและในปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมมากกว่า 80 ประเทศ ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้พยายามจะผลักดันให้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงไทยให้การสนับสนุน PSI ด้วย โดยไทยมีท่าทีสนับสนุนแต่ยังไม่เข้าร่วมเพราะเห็นว่า 
อาจมีผลกระทบทำให้สถานการณ์ในภาคใต้ของไทยยุ่งยากยิ่งขึ้น และไทยจะพิจารณาเข้าร่วมหากประเทศอาเซียนที่เป็นมุสลิม (มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) เข้าร่วมด้วย นอกจากนั้น ออสเตรเลียยังสนับสนุนให้
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีบทบาทที่แข็งขันมากขึ้นในการควบคุมการแพร่กระจายของ
WMD อาทิ ในกรณีเกาหลีเหนือ และอิหร่าน 
นโยบายด้านต่างประเทศ

ออสเตรเลียมีบทบาทแข็งขันในการเมืองระหว่างประเทศโดยให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของสหประชาชาติมาโดยตลอด เช่น ด้านการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ การลดอาวุธ การควบคุมและปราบปรามยาเสพติด มีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศสมาชิกเครือจักรภพในภูมิภาคแปซิฟิก และใน Pacific IslandsForum (PIF), Cairns Group เอเปค อาเซียน และ ARF ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศ (ปีงบประมาณ             2549-2550      ) จำนวน 2.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อน 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นให้แก่ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิกใต้ นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังร่วมมือกับนิวซีแลนด์ในการแก้ปัญหาในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกมาโดยตลอด ผ่านเวทีการประชุมต่างๆ เช่น Australia-New Zealand Foreign Ministers' Meeting และได้ส่งกองกำลังร่วมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในตองกา ช่วงที่มีปัญหาการจลาจลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก อาทิ ฟิจิ และหมู่เกาะโซโลมอนว่า แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเหล่านี้มากเกินไป 

ออสเตรเลียส่งเสริมการมีบทบาทสำคัญในกรอบอาเซียน โดยออสเตรเลียกำลังจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เข้าร่วมการประชุม East Asia Summit (EAS) นอกจากนั้น ออสเตรเลียยังมีบทบาทที่แข็งขันในการรักษาสันติภาพในติมอร์เลสเต โดยได้ส่งกองกำลังร่วมกับไทยเพื่อรักษาสันติภาพในช่วงปี             2542-2545       และล่าสุดออสเตรเลียได้ส่งกองกำลังไปรักษาความสงบอีกรอบในช่วงปี 2549 ถึงปัจจุบัน 

ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ และเหตุระเบิดที่เกาะบาหลี รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศใช้สมุดปกขาวด้านนโยบายต่างประเทศและการค้าฉบับใหม่ ภายใต้ชื่อ Advancing the National Interest ในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 โดยวางกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านการเมืองความมั่นคงและเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน มุ่งเน้นการคุ้มครองคนชาติและผลประโยชน์ของออสเตรเลียจากภัยก่อการร้ายระหว่างประเทศ การต่อสู้กับปัญหาการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติดและปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญพิเศษต่อความร่วมมือในการป้องกันภัยดังกล่าวกับประเทศและภูมิภาคที่อยู่ใกล้ออสเตรเลียที่สุด (immediate region) มุ่งเน้นความรับผิดชอบร่วมกันภายใต้กรอบสหประชาชาติ รวมทั้งการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งขจัดอุปสรรคทางการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกและเอเปค และการส่งเสริมการจัดทำความตกลงการค้าเสรี

ออสเตรเลียเห็นว่าความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มีความสำคัญทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจ และให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นในทุกมิติของความสัมพันธ์ พร้อมกับมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในแปซิฟิกใต้เพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพอันเป็นผลประโยชน์ของออสเตรเลีย 

ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น มหาอำนาจออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่นและจีนโดยออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับทั้งสองประเทศ และได้จัดทำความตกลงทางการทหารกับญี่ปุ่นเมือ่วันที่ 13 มีนาคม 2550 และศุลกากร พร้อมทั้ง การฝึกร่วมทางการทหาร 

ในปัจจุบัน ประเด็นด้านนโยบายต่างประเทศที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญมาก คือ การต่อต้านการก่อการร้าย ปัญหาในอิรัก และอัฟกานิสถาน การแพร่ขยายอาวุธที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูง (non-proliferation) การปฏิรูปสหประชาชาติ และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ เช่น พม่า ซิมบับเว และการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก (Avian InfluenzaPandemic) 

นโยบายด้านการต่างประเทศปัจจุบัน (นายกรัฐมนตรีกิลลาร์ด)
- นโยบายด้านต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีกิลลาร์ดจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนักจากช่วงที่ผ่านมาภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีรัดด์ การที่นายรัดด์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกิลลาร์ด สะท้อนความจริงที่ว่า นายรัดด์ยังคงมีอำนาจต่อรองอยู่มากภายในพรรคแรงงาน นโยบายภาพรวมยังเน้นความเป็นพันธมิตรหลักกับสหรัฐฯ และกับพันธมิตรตะวันตก เร่งเพิ่มพูนปฏิสัมพันธ์กับเอเชีย โดยเฉพาะจีน อาเซียนและอินเดีย เนื่องจากออสเตรเลียพึ่งพาตลาดจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะที่ผ่านมา การค้าขายกับจีนมีส่วนสำคัญ ในการพยุงให้เศรษฐกิจของออสเตรเลียรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยในปี 2552 ทำให้ออสเตรเลียต้อง ปรับทิศทางการปฏิสัมพันธ์ในภาพอื่นๆ กับจีนให้ใกล้ชิดมากขึ้นด้วยโดยลำดับ และต้องพยายามหาดุลยภาพระหว่างการเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา (ในเอเชีย) กับการดำรงผลประโยชน์แห่งชาติของออสเตรเลียในการปฏิสัมพันธ์กับจีน ตลาดประเทศคู่ค้าของออสเตรเลียที่สำคัญ ได้แก่ อาเซียน-ร้อยละ 16 ญี่ปุ่น-ร้อยละ 13 จีน-ร้อยละ 12 และสหรัฐอเมริกา- ร้อยละ 11 อาเซียนนับเป็นคู่ค้า (ระดับภูมิภาค) ที่มีมูลค่าการค้ากับออสเตรเลียสูงที่สุดในปัจจุบัน
- การแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย และผู้ลักลอบเข้าเมืองทางทะเลเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อการเมือง ภายในของออสเตรเลีย และท่าทีของออสเตรเลียภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกิลลาร์ด อาจจะทำให้ประเทศต่างๆ ที่มีประชากรต้องการอพยพเข้าไปในออสเตรเลียต้องผิดหวัง เนื่องจากมาตรการที่จะกรองคนเข้าเมืองจะเข้มข้นขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะลงโทษผู้กระทำผิดคดีลักลอบขนคนเข้าเมืองขั้นเด็ดขาด ในปี 2553 รัฐบาลออสเตรเลียจะผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง Regional Processing Center หรือ ศูนย์แรกรับผู้อพยพ ในประเทศติมอร์-เลสเต ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลติมอร์-เลสเต และประเทศ ที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 เศรษฐกิจการค้า

 

ภาคเกษตรกรรม ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ประมาณร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของออสเตรเลียเป็นภาคเกษตรกรรม และร้อยละ 80 ของสินค้าส่งออกออสเตรเลียเป็นสินค้าเกษตร แต่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือประมาณร้อยละ 2.9 ของ GDP และร้อยละ 20.1 ของสินค้าส่งออกของออสเตรเลียในปี             2547-2548       สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์

ภาคอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการผลิตของออสเตรเลียประกอบด้วย รถยนต์ จักรกล เคมีภัณฑ์ และการแปรรูปอาหาร เป็นหลัก โดยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และต้นทศวรรษที่ 1990 รัฐบาลออสเตรเลียได้ปรับลดอัตราภาษีศุลกากรของสินค้าอุตสาหกรรมลงอย่างมาก โดยยกเว้นสินค้ารถยนต์ เสื้อผ้าและรองเท้า ซึ่งสำหรับเสื้อผ้าและรองเท้าจะลดลงเหลือร้อยละ 5 ในช่วงปี            2553-2558       ส่วนสำหรับรถยนต์ได้ลดจากร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 10 ในเดือนมกราคม 2548 ไปแล้ว การลดอัตราภาษีศุลกากรดังกล่าวมีผลทำให้การส่งออกของภาคนี้ขยายตัวขึ้นจากร้อยละ 14 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 เป็นประมาณร้อยละ 21 ในปี             2547-2548       และคิดเป็นร้อยละ 11.2 ของ GDP ออสเตรเลียในปี            2547-2548      

ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีแร่ธาตุที่สำคัญทางเศรษฐกิจจำนวนมาก อาทิ มีแร่ตะกั่วประมาณร้อยละ 13 ของโลก แร่เหล็กร้อยละ 12 แร่อะลูมิเนียมร้อยละ 11 และแร่สังกะสีร้อยละ 10 ออสเตรเลียยังมีแร่ยูเรเนียมประมาณร้อยละ 30 ของโลกซึ่งอยู่ในรัฐ Western Australia, South Australia, Queensland และ NorthernTerritory และมีถ่านหินอีกเป็นจำนวนมาก ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานและมีพลังงานในรูปแบบของเหลวใช้บริโภคในประเทศได้อย่างพอเพียงประมาณร้อยละ 70 ของพลังงานที่ใช้ และใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยผลิตได้ประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้ส่งออกถ่านหินอันดับหนึ่งของโลก โดยมีแหล่งถ่านหินในรัฐ NewSouth Wales, Queensland, และ Victoria ออสเตรเลียยังมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมากบริเวณชายฝั่งรัฐ Victoria,Western Australia, Northern Territory และในรัฐ South Australia และ Queensland ออสเตรเลียยังส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ

ภาคการเงินและธนาคาร ธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia –RBA)
เป็นองค์กรอิสระและรับผิดชอบเรื่องนโยบายการเงิน เสถียรภาพของระบบการเงิน และการกำหนดระเบียบการใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานผู้วางระเบียบระบบการเงินอีกสองหน่วยงานหลัก ได้แก่
AustralianPrudential Regulation Authority (APRA) และ Australian Securities and InvestmentCommission (ASIC) และมีสภา (council of financial regulators) ที่ประกอบด้วยผู้แทนของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งกำกับดูแลและประสานงานด้านนโยบายและการปฏิบัติ ออสเตรเลียมีธนาคารพาณิชย์ที่สำคัญ 4 ธนาคาร ได้แก่ Commonwealth Bank, ANZ Bank,National Australia Bank และ Westpac

ภาคการท่องเที่ยว คิดเป็นร้อยละ 3.9 ของ GDP ของออสเตรเลีย และร้อยละ 5.6 ของการจ้างงานทั้งหมด จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปออสเตรเลียลดจำนวนลงหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 และการแพร่ระบาดของ SARS แต่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 5.4 ล้านคน ในปี             2547-2548       โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจาก ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตก สหรัฐฯ และจีน

การค้าระหว่างประเทศ สินค้าส่งออกออสเตรเลียยังคงประกอบไปด้วยสินค้าเกษตรและแร่ธาตุเป็นส่วนใหญ่ ประเทศคู่ค้าสำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ จีน และกลุ่มประเทศอาเซียน ออสเตรเลียได้ดุลการค้ากับญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ แต่เสียดุลการค้ากับสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และจีน ออสเตรเลียมีความสนใจในความตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี (FTA) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยได้ลงนามความตกลงกับสิงคโปร์ (SAFTA) เมื่อปี 2545 นับเป็นประเทศแรกที่ออสเตรเลียลงนามด้วย หลังจากที่ได้ลงนามกับนิวซีแลนด์เมื่อ 20 ปีผ่านมา และกับไทย เมื่อเดือนเมษายน 2547 และสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 โดยทั้งสองความตกลงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคม 2548 นอกจากนั้น รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเจรจากับจีน มาเลเซีย และ UAE รวมทั้ง กับกลุ่มประเทศอาเซียนในลักษณะไตรภาคี โดยรวมนิวซีแลนด์ด้วย ส่วนกับญี่ปุ่นได้มีการประกาศเริ่มเจรจาในปี 2550 (ญี่ปุ่นเป็นตลาดนำเข้าของออสเตรเลียที่สำคัญอันดับ 1 ของออสเตรเลีย)

 

 

 

 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเครือรัฐออสเตรเลีย

 ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยกับออสเตรเลียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2495 โดยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ซึ่งมีเขตอาณาดูแลสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐวานูอาตู หมู่เกาะโซโลมอน และปาปัวนิวกินีด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและฉันท์มิตร และที่มีความโดดเด่นมากคือ ด้านการเมือง ความมั่นคง และการทหาร มีการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกันสม่ำเสมอ ปัจจุบัน นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และ นายวิลเลียม แพเทอร์สัน (Mr. William Paterson) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย 

นอกจากนี้ ไทยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ (รัฐนิวเซาท์เวลส์) โดยมีนายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ และมีสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำออสเตรเลีย 5 แห่ง ได้แก่ นครเพิร์ท (รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) นครแอดิเลด (รัฐเซาท์ออสเตรเลีย) นครบริสเบน (รัฐควีนส์แลนด์) นครเมลเบิร์น (รัฐวิกตอเรีย) และนครโฮบาร์ต (รัฐแทสเมเนีย) รวมทั้งมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและสำนักงานการท่องเที่ยวประจำที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลียมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) เชียงใหม่ และภูเก็ต

ด้านการทูต
- ไทยกับออสเตรเลียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2495 
(ครบรอบ 60 ปี ในปี 2555) โดยปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน และการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงเสด็จฯ ประทับในไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงปี 2513 ถึงปี 2518 เพื่อโดยได้ทรงเข้าศึกษาและทรงเข้าประจำเหล่านักเรียนนายร้อยที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน(
RoyalMilitary College, Duntroon) ทำให้ไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่พิเศษ รวมทั้งการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 12 กันยายน 2505 และการเสด็จเยือนในระดับพระราชวงศ์ ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีมีความใกล้ชิดเป็นพิเศษ
ปัจจุบัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ได้แก่ นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี และเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้แก่ นายเจมส์โจเซฟไวส์ (
JamesJoseph Wise)
ในระดับรัฐบาล ความใกล้ชิดระหว่างไทยและออสเตรเลียรวมถึงด้านความมั่นคง ซึ่งรวมทั้งภัยคุกคามแบบดั้งเดิม (
traditional threat) และภัยในรูปแบบใหม่ ประเภท (non- traditional threat)ซึ่งรวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ปัญหาข้ามชาติ และด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ด้านสังคม การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการติดต่อระหว่างภาคประชาชน ฯลฯ นอกจากนี้ รัฐบาลทั้งสองประเทศ ยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี เช่น AsiaPacific Economic Cooperation (APEC) Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) East Asia Summit (EAS) และ World Trade Organization (World TradeOrganization) และสหประชาชาติ ฯลฯ 
ในระยะแรก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปในลักษณะประเทศผู้ให้และประเทศผู้รับ จนกระทั่งปี 2546 ที่ไทยประกาศยกเลิกสถานะเป็นประเทศผู้รับความช่วยเหลือ และได้เปลี่ยนมาเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาผ่านการดำเนินการของสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ความช่วยเหลือจากออสเตรเลียให้ความสำคัญในเชิงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะแก่บุคลากรและโครงสร้างในประเด็นท้าทายในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียยังคงให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ข้าราชการและนักเรียนนักศึกษาไทยมาโดยตลอด ทั้งภายใต้
Colombo Plan และโครงการอื่นๆ เช่น ทุน Endeavour และการพัฒนาภายใต้กรอบลุ่มแม่น้ำโขง
กลไกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยและออสเตรเลีย รวมถึงคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ออสเตรเลีย (
Thailand-Australia Joint Commission-JC) คณะกรรมการระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Official Talks-SOT) คณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free TradeAgreement Joint Commission –TAFTA JC) รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการหารือระดับเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และด้านความมั่นคง เช่น การประชุม Regional Security Dialogue (RSD) เป็นต้น 

 

 

เศรษฐกิจและการค้า

การค้าระหว่างไทย - ออสเตรเลีย

ในปี 2548 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 6,427.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 37.78 โดยไทยส่งออก 3,174.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 3,253.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า 78.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยต่างเป็นคู่ค้าลำดับที่ 10 ของกันและกัน ในปี 2549 การค้ารวมมีมูลค่า 7,759.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.73 เมื่อเทียบกับปี 2548 โดยไทยส่งออกมูลค่า 4,349.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้ามูลค่า 3,410.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุล 939.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ มูลค่าการค้าได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งนับตั้งแต่มีผลใช้บังคับทำให้ปริมาณการค้าขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดทั้งส่งออกและนำเข้าเมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีความตกลงใช้บังคับ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ ตามลำดับ ในปี 2549 ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เหล็กและผลิตภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ นำมันดิบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป วิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก
 
ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินแร่โลหะ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี เหล็กและเหล็กกล้า ด้ายและเส้นใย พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ถ่านหิน นมและผลิตภัณฑ์นม และเคมีภัณฑ์
 
สินค้าส่งออกที่สำคัญ ในปี 2548 ได้แก่ รถยนต์/อุปกรณ์เเละส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องปรับอากาศเเละส่วนประกอบ เหล็ก/เหล็กกล้าเเละผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์เเละส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติก
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ในปี 2548 ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินเเร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เหล็ก/เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ด้ายและเส้นใยใช้ในการทอ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม
 

สถานะการค้าล่าสุด
ในปี 2550 การค้ารวมมีมูลค่า 9
,925.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.75 เมื่อเทียบกับปี 2549 โดยไทยส่งออกมูลค่า 5,725.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้ามูลค่า 3,800.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุล 1,924.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เหล้ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำมันดิบ
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ถ่านหิน สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑเวชกรรมและเภสัชกรรม
การค้าในปัจจุบัน
- ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 11 ของออสเตรเลีย ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศ (นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา และชิลี) ที่ลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี (
Thailand-Australia Free Trade Agreement – TAFTA) กับออสเตรเลีย โดยหลังจากที่มีการบังคับใช้ความตกลง TAFTA (1 มกราคม 2548) ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีมูลค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 158.75 เมื่อเทียบกับก่อนมีความตกลง TAFTA โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า โดยในปี 2552 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและออสเตรเลีย คิดเป็น 12,366.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 4,791.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฐ 
- ในช่วงเดือนมกราคม
สิงหาคม 2553 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.67 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยมีมูลค่า 9,996.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 4.10 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดของไทย โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 2,550.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ในช่วงเดือนมกราคม
สิงหาคม 2553 ไทยส่งออกสินค้าไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.76 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยมีมูลค่า 6,273.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 5.02 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด
- ในช่วงเดือนมกราคม
สิงหาคม 2553 ไทยนำเข้าสินค้าจากออสเตรเลียเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 61.01 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 โดยมีมูลค่า 3
,772.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.13 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมด
- สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลีย ได้แก่ ทองคำ ยานยนต์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อุปกรณ์เครื่องกรองและเครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ปลา อาหารทะเลแปรรูปและข้าว ส่วนสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อะลูมิเนียม ถ่านหิน สินค้าประเภทเวชภัณฑ์ยา ทองแดง และข้าวสาลี

ปัญหาและอุปสรรคการค้า 
- มาตรการด้านสุขอนามัย (
bio security quarantine measures) ของออสเตรเลียมีความเข้มงวดมาก โดยอ้างว่าเป็นประเทศเกาะ ทำให้สินค้าเกษตรของไทย เช่น ผัก (พริกและผลิตภัณฑ์พริก) ผลไม้สด (ทุเรียน และมะม่วง เป็นต้น) ไก่ต้มสุกแช่แข็ง ไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายได้ หรือประสบปัญหาในการนำเข้าไปในออสเตรเลีย ทั้งนี้ ออสเตรเลียกำลังจะบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยที่เคร่งครัดเพิ่มขึ้นกับการนำเข้ากุ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกุ้งส่งออกของไทยด้วย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของออสเตรเลีย (Bio security Australia) ได้ประกาศใช้มาตรการนำเข้ากุ้งชั่วคราวฉบับปรับปรุงใหม่ในระหว่างรอมาตรการวิเคราะห์ความเสี่ยงฉบับสุดท้าย คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2550
- กฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารตาม
Australian Food Standard Code ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการกักกัน (quarantine) และตรวจสอบ (inspection) คุณภาพอาหารนำเข้ามีความเข้มงวด โดยแบ่งประเภทอาหารเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ หากพบว่าผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะส่งสินค้ากลับ หรือทำลาย ทำให้ต้นทุนสินค้าสูง
- การใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (
Anti-DumpingDuties) ในกรณีที่ ผู้ผลิตในประเทศร้องเรียนต่อรัฐบาลว่าสินค้านำเข้าก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไทย 6 รายการที่ถูกใช้มาตรการนี้ คือ สินค้าพลาสติก (PVC) ท่อเหล็กชุบสังกะสี (Galvanized Steel Pipe) น้ำสับปะรดเข้มข้นและสับปะรดกระป๋อง (Pineapple Concentrate and Canned Pineapple) สินค้าชั้นเหล็กชนิดถอดประกอบ (Certain Steel Shelving Kits) สินค้า Certain Hot Rolled Structural Steel และสินค้า Linear Low Density Polyethylene
- สินค้าไทยถูกแย่งตลาดจากจีน และอินโดนีเซีย เนื่องจากราคาสินค้าถูกกว่า เช่น รองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป และของเด็กเล่น รวมทั้งข้าว ซึ่งออสเตรเลียสามารถผลิตได้เอง
ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าปัจจุบัน
- มาตรฐานสุขอนามัย และกฎหมายควบคุมคุณภาพอาหารตาม
Australian Food Standard Code เพื่อใช้กักกัน (quarantine) และตรวจสอบ (inspection) คุณภาพสินค้าอาหารนำเข้าที่เข้มงวดมาก หากพบว่าผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะส่งสินค้ากลับหรือทำลาย ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น
- มาตรการทางภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (
Anti-DumpingDuties) ต่อสินค้าไทย
- มาตรการในลักษณะที่เป็นการกีดกันที่มิใช่ภาษี (
Non-Tariff Barrier-NBT) เช่น การกำหนดมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษเป็นเงื่อนไขแก่บุคคลที่จะเข้ามาทำงานในออสเตรเลีย เช่น พ่อครัวแม่ครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย (ยังอยู่ระหว่างการเจรจา)
- การเจรจาการค้าเสรีภาคบริการในความตกลง
TAFTA ประกอบด้วย การเปิดตลาด การค้าบริการเพิ่มเติม การทบทวนมาตรการปกป้องพิเศษ นโยบายการแข่งขัน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2553 รัฐสภาไทยได้ให้ความเห็นชอบต่อกรอบการเจรจา TAFTA แล้ว ซึ่งจะมีผลให้สามารถเริ่มต้นการเจรจาการเปิดเสรีภาคบริการกับออสเตรเลีย ได้ตามพันธกรณี
การจัดทำความตกลงการค้าเสรี
 (Thailand-Australia FreeTrade Agreement - TAFTA)
- ไทยและออสเตรเลียได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (
TAFTA) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ระหว่างการเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร) เมื่อวันที่ 4 - 6 กรกฎาคม 2547
ิ - ความตกลงการค้าเสรีไทย
ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement : TAFTA) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 

ประโยชน์ที่ไทยได้รับ
- การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียได้ขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2548 (ปีแรกที่ TAFTA มีผลบังคับใช้) การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียมีมูลค่า 6,427.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 2.8 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย เป็นมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลีย 3,174.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากออสเตรเลีย 3,253.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยได้รับประโยชน์จากการทำความตกลง ได้แก่ ผักและผลไม้สด (ซึ่งออสเตรเลียประกาศอนุญาตให้นำเข้าลิ้นจี่ และลำใยสดจากไทยก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้) รถปิกอัพและรถยนต์ขนาดเล็ก เคมีภัณฑ์พลาสติก อาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น 
- ตามความตกลงฯ ผลจากการที่ออสเตรเลียเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนให้ไทย ทำให้ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ
SME อาทิ ธุรกิจซ่อมรถยนต์ สถาบันสอนภาษาไทย สถาบันสอนทำอาหาร ร้านอาหารไทย และธุรกิจผลิตสินค้าทุกประเภท สามารถเข้าไปจัดตั้งและประกอบธุรกิจในออสเตรเลียได้ และการที่ออสเตรเลียผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าไปทำงาน ทำให้คนไทยสามารถเข้าไปทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศ เข้าประเทศได้
- สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนของไทย ไทยคาดหวังที่จะได้รับประโยชน์ต่อไทย เนื่องจากเป็นการเปิดตลาดในธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเอื้อต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาค
- ในระยะยาว ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะมีมากขึ้น ความต้องการลงทุนของออสเตรเลียในไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 

สินค้าสำคัญที่ออสเตรเลียจะได้ประโยชน์
- สินค้าสำคัญที่ออสเตรเลียจะได้รับประโยชน์จากความตกลง ได้แก่ พลาสติก เหล็ก ข้าวสาลีและมอลต์ เชื้อเพลิง ทองแดง นมและผลิตภัณฑ์นม รถยนต์ขนาดใหญ่ อาหารสัตว์ สังกะสี ไวน์ และเนื้อวัว เป็นต้น
 
ทั้งนี้ การที่ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ออสเตรเลียภายใต้ตวามตกลงฯ จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยที่อาจได้รับผลกระทบและจะต้องมีการปรับตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมโคเนื้อ โคนม และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยเป็นจำนวนมากมีระบบการผลิตที่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากออสเตรเลีย จึงต้องมีการปรับตัวให้ได้ภายใน 15-20 ปี
 

การลงทุนและการท่องเที่ยว
การลงทุนในปี 2549 การลงทุนของออสเตรเลียในไทยที่ได้รับการอนุมัติภายใต้แผนการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมูลค่ารวม 514 ล้านบาท (สินค้าเกษตร เหมืองแร่ ชิ้นส่วนรถยนต์ เคมีภัณฑ์และกระดาษ เครื่องไฟฟ้า สิ่งทอ) ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนคิดเป็นร้อยละ 0.19 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด 
การลงทุนในปี 2550 มีมูลค่ารวม 1
,557 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด

 

การท่องเที่ยว 
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวหลักของไทย โดยในช่วงเดือนมกราคมพฤศจิกายน 2550 นักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยจำนวน 417,855 คน และในปี 2549 นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปออสเตรเลียจำนวน 83,000 คน 

ความร่วมมือด้านการทหาร
ไทยกับออสเตรเลียเคยมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในช่วงที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญา
SEATO แต่หลังจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้ความร่วมมือลดลง ไทยและออสเตรเลียจึงได้จัดทำความตกลงร่วมมือทางทหารทวิภาคีตั้งแต่ปี 2515 โดยออสเตรเลียได้ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการ ตามโครงการความร่วมมือของกองทัพภายใต้ Defence Cooperation Program (DCP) ในปี             2545-2546       ออสเตรเลียได้ให้เงินสนับสนุนแก่ไทย 5.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ความร่วมมือทางทหารที่สำคัญ มีดังนี้

1. ด้านการฝึกร่วม มีการฝึกร่วมกันทั้งสามเหล่าทัพ โดยมีการฝึกต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ
1.1 Temple Jade&Chapel Gold เป็นการแลกเปลี่ยนกองร้อยทหารราบไปฝึกร่วม
1.2
Night Panther การฝึกผสมระหว่างหน่วยรบพิเศษของกองทัพบก
1.3
Day Panther การฝึกในการต่อต้านการก่อการร้าย
1.4
TAANOK INSII การฝึกการเฝ้าตรวจทางทะเลระหว่างกองทัพเรือ
1.5
AUSTHAI การฝึกผสมระหว่างกำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ
1.6
KAKADU การฝึกผสมทางเรือโดยเน้นการติดต่อสื่อสารและการปฏิบัติงานร่วม
1.7
ThaiBoomerang การฝึกปฏิบัติการทางอากาศระหว่างกองทัพอากาศ
1.8
Wyren Sun การฝึกปฏิบัติการค้นหา ช่วยชีวิตและกู้ตัวประกันระหว่างกองทัพอากาศ
1.9
PirabJabiruการฝึกการรักษาสันติภาพระหว่างกองทัพ

2. ในแต่ละปีออสเตรเลียให้ทุนแก่นายทหารไปศึกษาในหลักสูตรทางทหารในออสเตรเลีย ปีละประมาณ 100 นาย อาทิ หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและหลักสูตรฝ่ายเสนาธิการ นอกจากนี้ฝ่ายไทยยังได้ส่งนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายเรืออากาศ เข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อยรวมเหล่าออสเตรเลีย (ADFA) และโรงเรียนนายร้อยทหารบกออสเตรเลีย (Duntroon) เป็นประจำทุกปี
3. ออสเตรเลียได้ให้ความช่วยเหลือในด้านการปรับปรุงโครงสร้างอัตรากำลังและระบบการบริหารกองทัพไทย
4. การจัดทำโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกันระหว่างกองทัพไทยและออสเตรเลีย เช่นโครงการ
Ship to Shore, HF Communication และ Ammunition PropellantSurveillance นอกจากนี้ ยังมีโครงการให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงระบบ IT ของกระทรวงกลาโหมไทย การรวบรวมข้อมูลในการบันทึกพิกัดจากดาวเทียม GPS และการตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างอากาศยาน
5. ความร่วมมือในการส่งกำลังบำรุงให้แก่ทหารไทยในระหว่างการปฏิบัติการในติมอร์เลสเต นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือในเรื่องความร่วมมือด้านการจัดหายุทโธปกรณ์
6. มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศออสเตรเลีย ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547

ความร่วมมือด้านการทหารปัจจุบัน 
ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ดีในในด้านการทหารและด้านกลาโหม ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ (
Defence Cooperation : DC) ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 30 ปี โดยมีการสนับสนุน ช่วยเหลือจากออสเตรเลียในด้าน การฝึกศึกษา การวิจัยและการพัฒนาการทหาร การส่งกำลังบำรุง การฝึกร่วม/ ฝึกผสมระหว่างกัน ตลอดจนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ ในระดับกองทัพมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำเหล่าทัพทั้งสามของไทย มีการฝึกร่วมระหว่างกองทัพได้แก่ การฝึก Cobra Gold การฝึก PirapJabiruการฝึก Night Panther การฝึก Kakaduการฝึก Aus/Thai TaaNok In Aiiการฝึก Pitch Black การฝึก Boomerang การฝึก Talisman Sabre การฝึก Day/Dawn Panther เป็นต้น 
นอกจากนั้น มีการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย และออสเตรเลียให้ทุนอบรม
Defence Cooperation ในปี             2552-2553       และเสนอทุน ANBSA ( Australian Boarding School Association) ณ วิทยาลัยการทหารดันทรูน วิทยาลัยทหาร Duntroonตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไป รวมทั้งออสเตรเลียส่งทหารจำนวน ๒ นายมาศึกษาภาษาไทยและมาศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารของไทยด้วย ทั้งนี้ ฝ่ายกลาโหมของไทยกับออสเตรเลียมีการประชุมในกรอบคณะกรรมการอำนวยการและประสานงาน (Joint Australia-Thailand Defence Committee)
การหารือในระดับรัฐมนตรีกลาโหม ได้แก่ ในกรอบ
ASEAN Defense Minister Meeting Plus (ADMMPlus) 

ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย
(1) ออสเตรเลียเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐอเมริกาในการต่อต้านการก่อการร้าย ในภูมิภาค และมีความกระตือรือร้นในการส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นนี้กับไทย โดยเห็นว่าการรักษาความมั่นคงในเอเชียเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ 
(2) ไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการต่อต้านการก่อการร้าย กับออสเตรเลีย (ปี 2545) ทำให้หน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยออสเตรเลียเน้นการเพิ่มขีดความสามารถ (
capacity building) และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรของไทย ภายใต้โครงการ regional Regional outreachOutreachซึ่ง Australian Federal Police (AFP) ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้ง software และ hardware อาทิ การส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานวัตถุระเบิด (bomb forensics) มาช่วยเหลือหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยภายหลังการเกิดเหตุการณ์ระเบิด ในกรุงเทพฯ ในช่วงปลายปี 2549 ถึงต้นปี 2550 การจัดตั้ง Bomb Data Centre ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เมื่อ 17 กันยายน 2550) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคณะทำงาน Southeast Asian Bomb Data Centres เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์การก่อวินาศกรรมที่ใช้ระเบิดในประเทศและเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองของประเทศในภูมิภาค การให้ความช่วยเหลือซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของไทย เช่น การติดตั้งอุปกรณ์กล้องวงจรปิด การส่งผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวชวิทยารวมทั้งการนำคณะจาก 3 จังหวัดภาคใต้ ของไทยไปเยือนออสเตรเลียเพื่อดูงานส่งเสริมแนวทางพหุสังคม (โครงการ Interfaith) ในออสเตรเลีย 
(3) ความร่วมมือด้านข่าวกรอง
ไทยและออสเตรเลีย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร จัดการอบรม จัดสัมมนา และการเยือนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ AustralianSecret Intelligence Service (ASIS) สลับกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแลกเปลี่ยนข่าวกรองกันเป็นประจำทุกปี (ครั้งล่าสุด ออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อวันที่ 15-18 สิงหาคม 2552)
ความร่วมมือด้านกฎหมาย
1) การเจรจาเรื่องสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับออสเตรเลีย ปัจจุบันไทยกับออสเตรเลียใช้สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกรุงสยามกับอังกฤษ ปี 2454 (ค.ศ. 1911 (ร.ศ. 129)) ซึ่งใช้บังคับกับออสเตรเลียด้วย รวมถึงการให้ความร่วมมือโดยอาศัยหลักการประติบัติต่างตอบแทนเป็นพื้นฐาน ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ฝ่ายออสเตรเลียขอให้ไทยพิจารณากำหนดการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับออสเตรเลียเป็นการเฉพาะและทั้งสองประเทศได้เริ่มประชุมเจรจาเรื่องนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553
2 ) สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา (
Treaty on MutualAssistance in Criminal Matters – MLAT) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 
ความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
 
ไทยและออสเตรเลียมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มกระบวนการบาหลี ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลักลอบขนคนเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ (
Bali Process Regional Ministerial Conference on PeopleSmuggling, Trafficking in Persons and Related Transnational Crimes) ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2545 ประกอบด้วยประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกว่า 40 ประเทศ ประเทศ
และมีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ไทย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการย้ายถิ่นฐาน (
International Organization forMigration – IOM) และข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations HighCommissioner for Refugees – UNHCR) เป็นสมาชิกในกลุ่มอำนวยการ (Steering Group) ของกระบวนการโดยไทยมีบทบาทสำคัญในกรอบการพัฒนา และการบังคับใช้กฎหมาย 
นอกจากนี้ ออสเตรเลียมองว่าไทยเป็นประเทศหน้าด่านของปัญหา เนื่องจากไทย เป็นทั้งประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของการค้ามนุษย์ โดยออสเตรเลียพยายามให้ความช่วยเหลือด้านการเพิ่มขีดความสามารถแก่ไทยผ่านความร่วมมือในกรอบต่างๆ ทั้งกรอบทวิภาคี กระบวนการบาหลี และ
Asia Regional Trafficking in Persons Project (ARTIP) ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แก่ประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม
การรับผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลีย
ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้รับผู้ลี้ภัยจากประเทศต่างๆ ไปตั้งถิ่นฐานมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ปีละประมาณ 12
,000 คน) โดยได้แสดงความสนใจรับผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวม้งลาวในไทยไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลีย โดยหยิบยกขึ้นหารือกับฝ่ายไทยในหลายเวที ซึ่งภายหลังจากที่ไทยส่งชาวม้งลาวเหล่านี้กลับลาวแล้ว ออสเตรเลียก็ได้แสดงความประสงค์ต่อรัฐบาลลาวว่าจะรับคนเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐาน ในออสเตรเลีย นอกจากนี้ ในส่วนของผู้หนีภัยการสู้รบจากในพม่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในไทย ออสเตรเลียเป็นประเทศที่รับคนเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ (โดยในปี 2552 ออสเตรเลียรับผู้หนีภัยฯ ไปทั้งสิ้นประมาณ 2,200 คน)
ความช่วยเหลือจากออสเตรเลียในเรื่องประเด็นท้าทายใหม่ ๆ
 
ถึงแม้ว่าไทยจะประกาศยกเลิกสถานะประเทศผู้รับเงินบริจาคเพื่อการพัฒนาตั้งแต่ ปี 2548 ออสเตรเลียยังคงให้เงินช่วยเหลือไทยผ่านโครงการต่างๆ ขององค์กร
AusAID โดยใน ปี 2550 ออสเตรเลียให้ความช่วยเหลือไทยมูลค่า 5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับนโยบายความร่วมมือกับไทยในสาขาที่เป็นประเด็นท้าทายใหม่ ๆ และผ่านกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ClimateChange) การป้องกันโรคติดต่อร้ายแรง โดยเฉพาะโรคเอดส์ การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติธรรมชาติ โดยภายหลังเหตุการณ์สึนามิที่ภูเก็ต ออสเตรเลียได้จัดทำโครงการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแถบชายฝั่งอันดามัน อนุมัติเงินช่วยเหลือมูลค่า 4 แสนดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาขีดดความสามารถ แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไทย ออสเตรเลียให้ความสำคัญต่อการป้องกันภัยพิบัติเป็นพิเศษและได้สนับสนุนให้ AsianDisaster Preparedness Center (ADPC) ในไทยเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย 

ความร่วมมือด้านวิชาการและความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา ความร่วมมือด้านวิชาการและการพัฒนาเริ่มมาจากการให้ความร่วมมือตามแผนโคลัมโบ และพัฒนาเป็นการให้แบบทวิภาคีจนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2532 การให้ความร่วมมือทางวิชาการของรัฐบาลออสเตรเลียแก่ไทยส่วนใหญ่กระจายอยู่ในสาขาเกษตร การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ในปี 2544 รัฐบาลออสเตรเลียได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือภาครัฐไทย - ออสเตรเลีย (
Thailand-Australia Government Sector Linkages Program - TAGSLP) ซึ่งเป็นโครงการในกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่าง AusAIDกับรัฐบาลไทย มีเป้าหมายที่จะช่วยปรับปรุงองค์กรและเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรภาครัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่มีภารกิจสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียต่อไทย ในปีงบประมาณ 2546-47 รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรความช่วยเหลือทวิภาคีแก่ไทย จำนวน 7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ลดลงจากปีก่อน 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยความช่วยเหลือดังกล่าว มุ่งเน้นโครงการด้านการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานไทย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสนับสนุนแนวทางการวางนโยบายเศรษฐกิจและสังคม และความร่วมมือไตรภาคี และยังให้ ความช่วยเหลืออีก 8.1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียสำหรับการดำเนินกิจกรรมในกรอบเอปคและอาเซียน โดยผ่าน AusAID ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 รัฐบาลไทยได้ประกาศไม่รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศอีกต่อไป (aid recipient) ซึ่งทำให้งบของ AusAIDให้ไทยลดลงอย่างมากในปีงบประมาณ             2547-2548       อย่างไรก็ดี งบ AusAIDที่จัดสรรให้ไทยสำหรับปีงบประมาณ      2549-2550       เป็นจำนวนเงิน 5.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยเน้นความช่วยเหลือในการเพิ่มขีดความสามารถของไทยด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการบริหารภาครัฐ โดยการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐของไทยกับออสเตรเลีย 
- ไทยกับออสเตรเลียลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษาฉบับแรกตั้งแต่ปี 2495 และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ปัจจุบันอยู่ในช่วงพิจารณาลงนามบันทึกความเข้าใจ ฉบับที่ 3 ซึ่งยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ คณะทำงานร่วม (
Joint Working Group - JWG) ได้ตกลงที่จะร่วมมือกันในสาขา Independent Leadership, Climate Change, EarlyChildhood, ICT in School, Curriculum, Science, Communication to Young People และ Decentralization to School ทั้งนี้ ในปี 2553 ฝ่ายไทยได้พยายามที่จะรวบรวมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างไทยและออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มความสำคัญของความร่วมมือในด้านนี้ เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากวิทยาการที่ก้าวหน้าของออสเตรเลีย โดยเฉพาะด้านพลังงานทดแทนและด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรและมาตรฐานอาหาร
ทั้งนี้ ความร่วมมือล่าสุดในด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ได้แก่การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานเทคโนโลยีฝนหลวงให้แก่รัฐควีนส์แลนด์ ตามที่มุขมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ ได้ขอพระราชทานเมื่อปี 2550 เพื่อบรรเทาความแห้งแล้งในรัฐนั้น ซึ่งจะเป็นผลให้มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐควีนส์แลนด์กับไทยในเรื่องนี้ต่อไป
 
สืบเนื่องจากการการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 1 ที่นครเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ในระหว่างวันที่ 6-10 พฤษภาคม 2552 รัฐบาลออสเตรเลีย ได้มอบเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาแก่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้สนับสนุนการฝึกอบรมครูในภาคใต้ ในวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จัดดำเนินโครงการโดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา และกำหนดจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนเมษายน 2554
ศูนย์ออสเตรเลียศึกษา (
Australian Study Center) ตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันได้ย้ายมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นมากในระยะหลังสะท้อนได้จากการเชื่อมโยงในระดับประชาชน โดยออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่นักเรียน นักศึกษาไทยนิยมเดินทางไปศึกษาเป็นอันดับ 1 (26
,000 คน ในปี 2552) จำนวนนักเรียน นักศึกษาไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับ 4 ในออสเตรเลีย รองจากจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ และชาวออสเตรเลียก็นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก (830,000 คน 
ในปี 2552) ซึ่งเป็นจำนวนมากเป็นอันดับ 7 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

ความร่วมมือทางด้านการเกษตร 
ไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือด้านการพัฒนาการเกษตรอยู่หลายโครงการ และมีการประชุมเกี่ยวกับความร่วมมือดังกล่าว ทั้งในด้านการค้าและวิชาการ ที่สำคัญคือ การประชุมคณะทำงานร่วม ทางวิชาการ ด้านกักกันโรคและตรวจสอบอาหาร โดยการประชุมครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 3 - 4 มีนาคม 2546 ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เปลี่ยนชื่อกรอบการประชุมดังกล่าวเป็นคณะทำงานด้านการเกษตร
 
นอกจากนั้น มีความร่วมมือทางด้านวิชาการ อาทิ ความร่วมมือในด้านการทำวิจัยและพัฒนาระหว่าง
Australian Center for International Agricultural Research กับสถาบันต่างๆ ด้านการเกษตรของไทย และความร่วมมือในเรื่องระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงการนำเข้าพืชผลซึ่ง AustralianQuarantine and Inspection Service ให้ต่อกรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้ ความตกลง TAFTA ได้กำหนดกรอบสำหรับความร่วมมือด้านสุขอนามัย โดยมีคณะกรรมการร่วมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถของไทยด้วย

ความตกลงสำคัญๆ กับไทย
- ความตกลงทางวัฒนธรรม (ธันวาคม 2517)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนา (กุมภาพันธ์ 2532)
- ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีจากเงินได้ (สิงหาคม 2532)
- แถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการเข้าเมือง โดยผิดกฎหมาย และการลักลอบค้ามนุษย์ตลอดจนการลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐาน (กรกฎาคม 2544)
- ความตกลงริเริ่มโครงการยุวทูตออสเตรเลีย (ลงนามเมื่อ กันยายน 2540)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับนครบริสเบน (ลงนามเมื่อ 2540) 
- ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (กรกฎาคม 2544)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ(ตุลาคม 2545)
 
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการพัฒนาความร่วมมือของตำรวจ (มิถุนายน 2546)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการป้องกันการลักลอบค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ธันวาคม 2546)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง (กุมภาพันธ์ 2547)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง (มกราคม 2547)
- ความตกลงการค้าเสรี (
Thailand-Australia Free Trade Agreement -TAFTA) (กรกฎาคม 2547)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน
เพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ลงนามเมื่อ มิถุนายน ๒๕๔๗)
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (กรกฎาคม 2547)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนภายใต้
Work and HolidayVisas (กรกฎาคม 2547)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรกฎาคม 2547)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (กรกฎาคม 2547)
- แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กรกฎาคม 2547)
- ความตกลงว่าด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา (กรกฎาคม 2549)

ความร่วมมือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำ
- บันทึกความเข้าใจระหว่างองค์การวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือรัฐออสเตรเลีย
และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (อยู่ระหว่างรอลงนาม)
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาฉบับใหม่ (อยู่ระหว่างรอลงนาม)
การแลกเปลี่ยนการเยือน
ระดับพระราชวงศ์
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 12 กันยายน 2505
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ 5 ครั้ง ในระหว่างวันที่ 8 -17 ธันวาคม 2528 วันที่ 7 - 11 เมษายน 2530 วันที่ 25 กันยายน - 4 ตุลาคม 2531 วันที่ 19 - 28 เมษายน 2542 และวันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2546 
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16 - 26 ตุลาคม 2547 และเสด็จฯ เยือนนครซิดนีย์ เพื่อทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงคอนเสิร์ตของคุณพลอยไพลิน เจนเซ่น พร้อมด้วยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ระหว่างวันที่ 18 - 20 กรกฎาคม 2543
 

- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2533 และระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม -19 กันยายน 2535 และได้เสด็จเยือนออสเตรเลียอีก 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 12 - 19 มิถุนายน 2542 และวันที่ 14 - 23 ธันวาคม 2542

ระดับผู้นำรัฐบาลไทย
- พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เยือนอย่างเป็นทางการระหว่าง วันที่ 31 สิงหาคม - 3 กันยายน 2524
- พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 3 กันยายน 2532
- นายชวน หลีกภัย เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 9 กุมภาพันธ์ 2538 
วันที่ 9-15 กรกฎาคม 2541 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง
ประเทศ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 2-6 กรกฎาคม 2544 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ
- พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เยือนอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 29 - 31 พฤษภาคม 2545 และ 4 - 6 กรกฎาคม 2547
- พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เยือนรัฐออสเตรเลียตะวันตก เพื่อบรรยายพิเศษในหัวข้อ "
The Role of the Monarchy in Thailand" University of Western Australia ระหว่างวันที่ 24 - 27 พฤศจิกายน 2545 
- วันที่ 7-9 กันยายน 2550 พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนออสเตรเลีย เพื่อเข้าร่วม การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 15 ที่นครซิดนีย์
- วันที่ 6-10 พฤษภาคม 2552 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนออสเตรเลียเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 1 ที่นครเพิร์ท ร่วมกับ นายสตีเฟนสมิท (
Stephen Smith) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย

 

 

ระดับผู้นำรัฐบาลออสเตรเลีย

- นายกรัฐมนตรี Bobert Hawke ปี 2532 

- นายกรัฐมนตรี Paul Keating ปี 2537

- นายกรัฐมนตรี John Howard เยือนเมื่อวันที่ 23-26 เมษายน 2541 แวะผ่านไทยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2545 และเข้าร่วมการประชุมผู้นำ APEC ที่กรุงเทพ ฯ ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2546 และครั้งล่าสุดแวะผ่านไทยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548
ระดับมุขมนตรีและรัฐมนตรี
- วันที่ 10 เมษายน 2545 นายจอห์น โฮวาร์ด (
John Howard) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแวะผ่านประเทศไทย 
- วันที่ 20-21 ตุลาคม 2546 นายจอห์น โฮวาร์ด (
John Howard) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเข้าร่วมการประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ ๑๑ ที่กรุงเทพฯ 

- The Hon. Peter Beattie, Premier of Queensland, 14-15 กรกฎาคม 2547

- The Hon. Clare Martin, Chief Minister of theNorthern Territory, 19-21 กรกฎาคม 2547

- วันที่ 19-20 มิถุนายน 2541 นายอเล็กซานเดอร์ ดาวน์เนอร์ (Alexander Downer) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Friends of Cambodia
- วันที่ 20-23 พฤษภาคม 2545 นายอเล็กซานเดอร์ ดาวน์เนอร์ (
Alexander Downer) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม East Asia Young Leader’s Dialogue หรือ Coolum Forum ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดภูเก็ต
-
The Hon. Robert Hill, Minister for Defence, 2-4 เมษายน 2548

- The Hon. Philip Ruddock, Auditor-General, 22-25 เมษายน 2548

- The Hon. Henry Palaszczuk, Minister for Primary Industries andFisheries of Queensland, 15-18 พฤษภาคม 2548

- Senator ChristopherEllison, Minister for Customs and Justice, 22-25 เมษายน 2548

- The Hon.Alexander Downer, Minister for Foreign Affairs, 26 กรกฎาคม 2548

- TheHon. Ian Macfarlane, Minister for Industry, Tourism, and Resources, 28-30 กันยายน 2548

- The Hon. Steve Bracks, Premier of Victoria, 20-23 เมษายน 2549

- Senator Amanda Vanstone, Minister for Immigration andMulticultural Affairs, 24-28 มิถุนายน 2549

- Senator Kim Chance, Ministerfor Agriculture and Food of Western Australia, 22 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2549
-
The Hon. Alexander Downer, Minister for Foreign Affairs, 13 กุมภาพันธ์ 2550 ในโอกาสแวะผ่านประเทศไทย โดยได้หารือกับนาย นิตย์ พิบูลสงคราม รมว. กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องสถานการณ์การเมืองไทยและความคืบหน้าในการฟื้นฟูประชาธิปไตย การแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท สถานการณ์ภาคใต้ เป็นต้น
-
The Hon. David Llewellyn, Minister of Energy of Tasmania, 14-16 กุมภาพันธ์ 2550
- วันที่ 2-4 กรกฎาคม 2551 นายสตีเฟนสมิท (
Stephen Smith) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศออสเตรเลีย เยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
- วันที่ 22-23 กรกฎาคม 2552 นายสตีเฟนสมิท (
Stephen Smith) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 42 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Ministerial Meeting/ Post MinisterialConference / ASEAN Regional Forum) ที่จังหวัดภูเก็ต

- วันที่ 24-25 ตุลาคม 2552 นายเควินรัดด์ (Kevin Rudd) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม East Asia Summit (EAS) ครั้งที่ 4 ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

ประเทศในออสเตรเลียและโอเชียเนีย

เครือรัฐออสเตรเลีย

Commonwealth of Australia

 

สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ

Republic of the Fiji Islands

 

สาธารณรัฐคิริบาส

Republic of Kiribati

 

สาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์

Republic of the Marshall Islands

 

สหพันธรัฐไมโครนีเซีย

Federate States of Micronesia

สาธารณรัฐนาอูรู

Republic of Nauru

 

นิวซีแลนด์

New Zealand

 

สาธารณรัฐปาเลา

Republic of Palau

 

ปาปัวนิวกีนี

Independent State of Papua New Guinea

 

รัฐเอกราชซามัว

Independent State of Samoa

 

 

Solomon Islands

 

ตูวาลู

Tuvalu

 

สาธารณรัฐวานูอาตู

Republic of Vanuatu

 

 

 

 

 

 

อ้างอิงข้อมูล

 

http://www.bp-smakom.org/bp_school/social/australia.htm

http://www.mfa.go.th/main/th/world/75/26794-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2.html

 

 

 

 

จัดทำโดย

นายเอนก  สมทอง    ชั้น ม. 3/4    เลขที่ 16

นายเกียรตินากร  ประดับเพชร  ชั้น ม.3/4  เลขที่ 17