ทวีปยุโรป

ประวัติทวีปยุโรป
Europe
จำนวนประเทศ 50 ประเทศ
ขนาดพื้นที่ 10,180,000 ตารางกิโลเมตร
(3,930,000 ตารางไมล์)
ประชากร 731,000,000
ความหนาแน่นของประชากร 70 ต่อตารางกิโลเมตร
(181 ต่อตารางไมล์)

ทวีปยุโรป มีฐานะเป็นทวีปทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในทางภูมิศาสตร์ ยุโรปเป็นอนุทวีปที่อยู่ทางด้านตะวันตกของมหาทวีปยูเรเชีย ยุโรปมีพรมแดนทางเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์กติก ทางตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ทางใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลดำ ด้านตะวันออกติดกับเทือกเขายูรัลและทะเลแคสเปียน
ทวีปยุโรปมีพื้นที่ 10,600,000 ตร.กม. เล็กที่สุดเป็นอันดับสองรองจากทวีปออสเตรเลีย แต่มีจำนวนประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ปี พ.ศ. 2546 ยุโรปมีประชากรราว 799,566,000 คน หรือประมาณ 1 ใน 8 ของประชากรโลก

ประเทศในทวีปยุโรป
ประเทศ เมืองหลวง ขนาดพื้นที่ (ตร.กม.) ประชากร (ล้านคน) (2551)
กรีซ
เอเธนส์
130,463 11.2
โครเอเชีย
ซาเกร็บ
55,882 4.4
สาธารณรัฐเช็ก
ปราก
78,864 10.4
ซานมารีโน
ซานมารีโน
61 0.03
เซอร์เบีย
เบลเกรด
88,361 12.1
เดนมาร์ก
โคเปนเฮเกน
42,593 5.5
นอร์เวย์
ออสโล
320,466 4.8
เนเธอร์แลนด์
อัมสเตอร์ดัม
41,019 16.4
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
ซาราเยโว
50,537 3.8
บัลแกเรีย
โซเฟีย
109,627 7.6
เบลเยียม
บรัสเซลส์
30,164 10.7
เบลารุส
มินสก์
205,194 9.7
โปรตุเกส
ลิสบอน
91,320 10.6
โปแลนด์
วอร์ซอ
312,056 38.1
ฝรั่งเศส
ปารีส
537,666 62.0
ฟินแลนด์
เฮลซิงกิ
334,288 5.3
มอนเตเนโกร
พอดกอรีตซา
91,320 10.6
มอลโดวา
คีชีเนา
13,812 0.6
มอลตา
วัลเลตตา
312 0.4
มาซิโดเนีย
สโกเปีย
25,416 2.0
โมนาโก
โมนาโก
1.5 0.03
ยูเครน
เคียฟ
597,007 46.2
เยอรมนี
เบอร์ลิน
352,914 82.2
รัสเซีย
มอสโก
16,877,291 141.9
โรมาเนีย
บูคาเรสต์
234,749 21.5
ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
2,555 0.5
ลัตเวีย
รีกา
63,851 2.3
ลิกเตนสไตน์
วาดุซ
160 0.04
ลิทัวเนีย
วิลนีอุส
64,445 3.4
นครรัฐวาติกัน
วาติกัน
0.5 0.0009
สเปน
มาดริด
498,936 46.5
สโลวาเกีย
บราติสลาวา
49,036 5.4
สโลวีเนีย
ลูบลิยานา
19,761 2.0
สวิตเซอร์แลนด์
เบิร์น
40,809 7.6
สวีเดน
สตอกโฮล์ม
444,754 9.2
สหราชอาณาจักร
ลอนดอน
241,275 61.3
ออสเตรีย
เวียนนา
82,885 8.4
อันดอร์รา
อันดอร์ราลาเวลลา
448 0.1
อิตาลี
โรม
297,789 59.9
เอสโตเนีย
ทาลลินน์
44,577 1.3
แอลเบเนีย
ติรานา
28,416 3.2
ไอซ์แลนด์
เรคยาวิก
101,809 0.3
ไอร์แลนด์
ดับลิน
69,471 4.5
ฮังการี
บูดาเปสต์
91,953 10.0
ทวีปยุโรป 10,600,000 1 745.9069 2
• 1 ไม่รวมรัสเซียตะวันออกไกล
• 2 ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ
ขนาด ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อ
ทวีปยุโรปเป็นทวีปที่ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือทั้งหมด ไม่มีดินแดนส่วนใดของทวีปอยู่ใต้เส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ บริเวณใต้สุดของทวีปอยู่ในแนวเดียวกับตอนกลางของประเทศจีนและตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น อาณาเขตติดต่อของทวีปยุโรปมีดังนี้ คือ
ทิศเหนือ ติดต่อกับมหาสมุทรอาร์กติก มีทะเลต่างๆ คือ ทะเลแบเรนต์ส ทะลคารา และทะเลขาว
ทิศตะวันออก ติดต่อกับทวีปเอเซีย เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน แนวแบ่งเขตทวีปทั้งสองอย่างคร่าวๆ ถือตามแนวของเทือกเขาอูรัล แม่น้ำอูราล ทะเลแคสเปียน ทะเลดำ และเทือกเขาคอเคซัส การแบ่งเช่นนี้ทำให้มี 2 ประเทศที่มีดินแดนตั้งอยู่ในทวีปยุโรปและทวีปเอเซีย คือ รัสเซีย และตุรกี
ทิศใต้ ติดต่อกับทะเลแคสเปียน เทือกเขาคอเคซัส ทะเลดำ ทะเลมาร์มะรา และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก มีทะเลต่างๆ คือ ทะเลนอร์วิเจียน ทะเลเหนือ ทะเลไอริส และทะเลบอลติก
จำนวนและขนาดของประเทศ ทวีปยุโรปแบ่งการปกครองออกเป็น 46 ประเทศ พิจารณาตามตำแหน่งที่ตั้ง สามารถแบ่งได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ
1. กลุ่มยุโรปภาคตะวันตกและภาคกลาง
นับเป็นกลุ่มที่มีควมสำคัญมากตั้งแต่อดีต ในอดีตหลายประเทศในกลุ่มนี้มีอาณานิคมกระจายอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อโลกมากทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มีความก้าวหน้าทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตรและอุตสาหกรรม ประเทศในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อยๆ ดังนี้
กลุ่มประเทศบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ (บริเตนใหญ่ประกอบด้วย อังกฤษ สกอตแลนด์และเวลส์)
กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ประกอบด้วย ประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก
กลุ่มประเทศที่ไม่มีอาณาเขตจดทะเล เป็นกลุ่มประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ได้แก่ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และลิกเตนสไตน์
กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย หรือนอร์ดิก ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์
ประเทศอื่นๆ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี
2. กลุ่มยุโรปใต้ ได้แก่ ประเทศที่ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของทวีป แบ่งออกเป็น4 กลุ่มย่อยดังนี้
• บนคาบสมุทรไอบีเรีย ได้แก่ สเปน โปรตุเกส และอันดอร์รา
• บนคาบสมุทรอิตาลี ได้แก่ ประเทศอิตาลี
• บนคาบสมุทรบอลข่าน ได้แก่ กรีซ แอลบาเนีย ยูโกสลาเวีย
• บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่ มอนตา ซานมาริโน โมนาโก และนครวาติกัน
3. กลุ่มยุโรปตะวันออก เป็นกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเยอรมนี และตั้งเรียงรายตั้งแต่ทะเลบอลติกด้านเหนือลงมาถึงทะเลเอเดรียติกที่อยู่ด้านใต้ ทั้งยังเป็นกลุ่มประเทศที่เคยเป็นบริวารหรือได้รับอิทธิพลจากประเทศสหภาพโซเวียตเดิม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในช่วงฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้แก่ โปแลนด์ เช็คและสโลวัก ฮังการี โรมาเนีย และบัลกาเรีย
4. กลุ่มประชาคมรัฐเอกราช สหภาพโซเวียตเคยเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ที่สุดของยุโรป แต่จากเหตุการณ์ยึดอำนาจจากประธานาธิบดี มิลคาอิล กอร์บาชอฟ ในช่วงวันที่ 19-21 สิงหาคม 2534 แม้ว่าการยึดอำนาจดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ก็เป็นผลให้ในท้ายที่สุด สหภาพโซเวียตได้กลายเป็นกลุ่มประชาคมรัฐเอกราช ซึ่งประกอบด้วย ประเทศรัสเซีย และ 13 สาธารณรัฐ ไม่รวมสาธารณรัฐจอร์เจีย สาธารณรัฐใหม่เหล่านี้มีการปกครองของตนเอง ไม่ขึ้นกับรัสเซียอีกต่อไป

ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะของชายฝั่งทะเล ทวีปยุโรปมีฝั่งทะเลยาวมากเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อที่ ทั้งนี้เนื่องจากชายฝั่งทะเลมีลักษณะเว้าแหว่งมาก มีคาบสมุทรขนาดใหญ่หลายแห่งที่สำคัญ ได้แก่ คาบสมุทรสแกนดิเนเวียและคาบสมุทรจัตแลนด์ในยุโรปภาคเหนือ คาบสมุทรไอบีเรีย คาบสมุทรอิตาลีและคาบสมุทรบอลข่านในยุโรปภาคใต้ ลักษณะชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นชายหาดแคบๆ บางแห่งไม่มีหาดทรายเลย และบางแห่งเป็นหน้าผาชันน้ำลึก
ลักษณะภูมิประเทศของทวีปยุโรปแบ่งได้เป็น 4 เขตใหญ่ๆ
1.เขตภูเขาภาคเหนือ ภาคเหนือของทวีปยุโรปมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาโดยมีที่ราบชายฝั่งทะเลเป็นบางตอน บริเวณที่เป็นภูเขาอยู่แถบคาบสมุทรสแกนดิเนเวียและในแคว้นสกอตแลนด์และแคว้นเวลส์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันตกของเกาะบริเตนใหญ่ รวมทั้งเกาะไอซ์แลนด์
เนื่องจากภาคเหนือของทวีปยุโรปเคยมีน้ำแข็งปกคลุมมาก่อนในสมัยน้ำแข็ง จึงมีร่องรอยการกัดเซาะและการทับถมที่เกิดจากการกระทำของธารน้ำแข็ง ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง คือ ชายฝั่งที่มีลักษณะเว้าแหว่งมากเป็นพิเศษ โดยมีอ่าวแคบๆ ที่มีน้ำลึกมาก เรียกว่า อ่าวฟยอร์ด ชายฝั่งเช่นนี้มีพบอยู่ทั่วไปในประเทศนอร์เวย์ และแคว้นสกอตแลนด์ของประเทศสหราชอาณาจักร
2.เขตที่ราบใหญ่ภาคกลาง ตอนกลางของทวีปยุโรปมีภูมิประเทศเป็นที่ราบต่อเนื่องกันเป็นผืนใหญ่ ตั้งแต่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึงเทือกเขายูราลในรัสเซีย ครอบคลุมดินแดนซีกตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ภาคตะวันออกของประเทศอังกฤษ ประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ดินแดนภาคเหนือของประเทศเยอรมนี และโปแลนด์ ดินแดนส่วนใหญ่ของรัสเซีย เขตที่ราบใหญ่ภาคกลางนี้มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่น และเป็นเขตที่มีความสำคัญทางด้านเกษตรกรรมมากที่สุดของทวีปยุโรป
3.เขตที่ราบสูงภาคกลาง อยู่ทางตอนกลางของทวีปยุโรป ได้แก่ บริเวณภาคตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส ภาคใต้ของประเทศเยอรมนี และประเทศโปแลนด์ มีภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ซึ่งเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างเขตที่ราบใหญ่ภาคกลางกับเขตเทือกเขาสูงภาคใต้ของทวีป เขตที่ราบนี้ยังปรากฏต่อเนื่องไปในบริเวณส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรียในยุโรปภาคใต้ ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศสเปนและโปรตุเกสด้วย
4.เขตเทือกเขาสูงภาคใต้ ภาคใต้ของทวีปยุโรปมีเทือกเขาสูงๆ เป็นลักษณะเด่นทางด้านภูมิประเทศ เทือกเขาเหล่านี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเทือกเขาหิมาลัยในทวีปเอเซีย ในทางธรณีวิทยาถือว่าเป็นเทือกเขารุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย จึงมีการสึกกร่อนพังทลายไม่มาก ลักษณะเป็นยอดสูง และมีหุบเขาลึก ตามบริเวณยอดเขามีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่โดยทั่วไป ในภาคใต้ของทวีปยุโรปเป็นเขตที่เปลือกโลกยังไม่สงบตัวดี มีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นบ่อยๆ ประเทศที่มักประสบภัยจากแผ่นดินไหว ได้แก่ อิตาลี ยูโกสลาเวีย และกรีซ นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังปะทุอยู่หลายลูก ได้แก่ ภูเขาไฟวิซูเวียส ภูเขาไฟเอตนา และภูเขาไฟสตรอมโบลีในประเทศอิตาลี เมื่อปี พ.ศ.622 ภูเขาวิซูเวียสได้เกิดการปะทุครั้งสำคัญ ลาวาจากภูเขาไฟ ไหลไปท่วมทับเมืองปอมเปอีซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขา ปัจจุบันจะเห็นซากของเมืองปอมเปอีที่นักโบราณคดีขุดบูรณะตกแต่งไว้แล้ว
ลักษณะภูมิอากาศ
เขตอากาศของทวีปยุโรป สามารถแบ่งเป็น 7 เขตดังนี้
1. เขตภูมิอากาศแบบทุนดรา หรืออากาศแบบขั้วโลก เป็นเขตอากาศที่หนาวเย็นจัดตลอดทั้งปี ส่วนฤดูร้อนสั้นประมาณ 1-2 เดือน อุณหภูมิเฉลี่ยของเขตนี้ เฉลี่ยทั้งปีไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส พืชพรรณธรรมชาติได้แก่ มอสส์ ตะไคร่น้ำ เขตอากาศทุนดราของทวีปยุโรป ได้แก่ บริเวณคาบสมุทรสแกนดิเนเวียและบริเวณทางเหนือสุดของประเทศรัสเซีย
2. เขตอากาศแบบกึ่งขั้วโลกหรือไทกา ลักษณะอากาศในเขตนี้ คือ เป็นเขตที่มีอากาศหนาวจัดในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 6 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนมีระยะเวลายาวกว่าเขตภูมิอากาศแบบทุนดรา ปริมาณน้ำฝนทั้งปีอยู่ระหว่าง 500-1,000 มิลลิเมตร พืชพรรณธรรมชาติ คือ ป่าสนหรือป่าไทกา บริเวณลักษณะอากาศแบบนี้ คือ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์
3. เขตอากาศอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีป ลักษณะอากาศของเขตนี้ คือ ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น เพราะอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางทวีป จึงไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทร พืชพรรณธรรมชาติได้แก่ ป่าไม้ผลัดใบและไม่ผลัดใบผสมกัน ส่วนบริเวณที่มีฝนตกน้อย พืชพรรณธรรมชาติจะเป็นทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น บริเวณลักษณะอากาศแบบนี้ คือ ดินแดนของประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย เอสโตเนีย และลัตเวีย
4. เขตภูมิอากาศแบบภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก ลักษณะของอากาศในเขตนี้ คือ ฤดูร้อนอากาศเย็นสบาย ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด เพราะเขตนี้มีที่ตั้งอยู่ใกล้มหาสมุทร จึงได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้เขตนี้มีอากาศอบอุ่น ชุ่มชื้น ฝนตกสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของทั้งปีอยู่ที่ 750-1,500 มิลลิเมตร พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้เขตอบอุ่นชนิดป่าไม้ผลัดใบผสมกับป่าสน บริเวณลักษณะอากาศแบบนี้ ครอบคลุมบริเวณของประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี สหราชอาณาจักร และทางตอนใต้ของนอร์เวย์และสวีเดน
5. เขตภูมิอากาศอบอุ่นชื้น ลักษณะอากาศของเขตนี้ คือ อากาศอบอุ่น ฤดูร้อนอากาศร้อน มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 500-1,000 มิลลิเมตร พืชพรรณธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้เขตอบอุ่นหรือทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น บริเวณลักษณะอากาศแบบนี้ ได้แก่ บริเวณคาบสมุทรบอลข่าน ออสเตรีย และฮังการี
6. เขตภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะอากาศในเขตนี้ คือ เป็นเขตที่มีแสงแดดตลอดทั้งปี ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง ฤดูหนาวจะมีฝนตก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 500-1,000 มิลลิเมตรต่อปี พืชพรรรณธรรมชาติเป็นเขตอบอุ่น เรียกว่า ป่าไม้เมดิเตอร์เรเนียน เช่น คอร์กโอ๊ก ส้ม มะนาว องุ่น มีป่าไม้มีหนามแหลม เรียกว่า ป่ามากี (maquis) บริเวณที่มีลักษณะอากาศแบบนี้ คือ บริเวณที่มีอาณาเขตติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่ ภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน โปรตุเกส เซอร์เบีย และกรีซ
7. เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย ลักษณะสำคัญของอากาศในเขตนี้ คือ เป็นเขตที่มีปริมาณฝนน้อย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีต่ำกว่า 500 มิลลิเมตร พืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าขึ้นเบาบาง

อาชีพและทรัพยากร
1. การเพาะปลูก เขตเพาะปลูกอยู่ในยุโรปตะวันตก ภาคตะวันออกและภาคใต้ของอังกฤษ ภาคเหนือและภาคตะวันตกของฝรั่งเศส ตอนเหนือของเยอรมนี ยูเครน พืชที่สำคัญคือ
1. ข้าวสาลี ปลูกได้มากที่สุดคือ ยูเครน รองลงไปคือ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน โรมาเนีย บัลแกเรีย เยอรมนี ฮังการี
2. ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ ถั่ว มันฝรั่ง ปลูกได้โดยทั่วไป
3. องุ่น ส้ม มะกอก มะนาว แอปเปิลและผลไม้ชนิดต่างๆ ปลูกได้มากเขตอากาศแบบเมดิเตอร์เนียน ได้แก่ประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน กรีซ
4. ต้นแฟล็กซ์ ใช้ใบทำป่านลินิน ปลูกมากในโปแลนด์ เบลเยียม ไอร์แลนด์
2. การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงไปตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ
1. เขตทุนดรา มีการเลี้ยงกวางเรนเดียร์
2. เขตทุ่งหญ้าสเตปป์ มีการเลี้ยงโคเนื้อ แพะ แกะ ม้า
3. เขตเมดิเตอร์เรเนียน มีการเลี้ยงโคเนื้อ และแกะ
4. เขตภูเขาสูง และที่ราบสูง มีการเลี้ยงโคเนื้อ โคนม แกะ
5. เขตอบอุ่นชื้นตอนเหนือของคาบสมุทรบอลข่าน มีการเลี้ยงสุกรด้วยข้าวโพด
6. เขตภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก มีการทำฟาร์มโคนม
3. การทำป่าไม้ พบมากในประเทศฟินแลนด์ สวีเดน รัสเซีย นอร์เวย์ ในบริเวณป่าสน ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน นำมาผลิตเป็นเยื่อกระดาษ
4. การประมง แหล่งประมงที่สำคัญ ได้แก่
1. ทะเลเหนือ โดยเฉพาะบริเวณที่กระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือบรรจบกับกระแสน้ำเย็นกรีนแลนด์ตะวันออก เกิดเป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุมมากแห่งหนึ่งของโลกเรียกว่า ดอกเกอร์แบงก์ ประเทศที่จับปลาได้มาก สหราชาอาณาจักร ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์
2. บริเวณอ่าวบิสเคย์จนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะบริเวณทะเลดำ ทะเลสาบแคสเปียนและแม่น้ำโวลกา มีการจับปลาสเตอร์เจียน มาทำเป็นไข่ปลาคาร์วียร์
5. การทำเหมืองแร่ ยุโรปเป็นทวีปที่มีแร่เหล็กและถ่านหินอุดมสมบูรณ์
1. ถ่านหิน แหล่งสำคัญอยู่ทางภาคเหนือของสหราชอาณาจักร ภาคกลางของเบลเยียม ลุ่มแม่น้ำรูห์ของเยอรมนี ภาคใต้ของโปแลนด์ ภาคเหนือของเช็ก สโลวัก ยูเครน ไซบีเรียของรัสเซีย
2. เหล็ก แหล่งสำคัญคือ
1. แหล่งคิรูนาและเยลีวาร์ทางตอนเหนือของสวีเดน
2. แหล่งคริวอยร็อกในยูเครน
3. แหล่งลอเรนซ์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
3. น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แหล่งสำคัญของยุโรปอยู่ในบริเวณทะเลเหนือ และรอบๆทะเลสาบแคสเปียน
4. บอกไซต์ เมื่อนำถลุงแล้วได้อะลูมิเนียม แหล่งผลิตสำคัญอยู่ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ยูโกสลาเวีย ฮังการี เทือกเขาอูราลในรัสเซีย
5. โพแทช ใช้ในอุตสาหกรรมปุ๋ยและสบู่ แหล่งผลิตอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน รัสเซีย
6. อุตสาหกรรม ยุโรปได้ชื่อว่าเป็นทวีปอุตสาหกรรม เพราะเกือบทุกประเทศประชากร ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม แหล่งอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันตก เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ส่วนยุโรปตะวันออกอยู่ใน รัสเซีย ยูเครน เบลารุส
7. การค้าขาย เนื่องจากยุโรปความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ทำให้ยุโรปมีการติดต่อค้าขายกับภูมิภาคอื่นและมีการตั้งกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น
1. สหภาพยุโรป (EU-European Union)
2. สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA-European Free Trade Association) ตลาดการค้าขายระหว่างประเทศ ได้แก่ ประเทศต่างๆที่อยู่ในยุโรปและประเทศอเมริกาเหนือ
8. การคมนาคมขนส่ง ยุโรปเป็นทวีปที่มีการคมนาคมขนส่งเจริญก้าวหน้ามาก
1. ทางรถยนต์ มีทางหลวงเชื่อมระหว่างเมือง เขตอุตสาหกรรมและประเทศต่างๆ มีระยะทางยาวประมาณ 1 ใน 5 ของทางรถยนต์ของโลก
2. ทางรถไฟ ทวีปยุโรปมีทางรถไฟยาว 1 ใน 3 ของทางรถไฟในโลก ประเทศที่มีทางรถไฟยาวเมื่อเฉลี่ยต่อเนื้อที่แล้วมากที่สุด คือ เบลเยียม รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เมืองที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟคือ ปารีส ลอนดอน เบอร์ลิน วอร์ซอ มอสโก
3. ทางอากาศ แต่ละประเทศต่างก็มีสายการบินเป็นของตนเอง ใช้ติดต่อระหว่างเมืองภายในประเทศ ระหว่างประเทศ และระหว่างทวีป ศูนย์กลางการบินส่วนใหญ่เป็นเมืองหลวงของแต่ละประเทศ
4. ทางน้ำ แม่น้ำสำคัญที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ได้แก่ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำเซน แม่น้ำดานูบ แม่น้ำโวลกา แม่น้ำโอเดอร์ และมีการขุดคลองเพื่อการคมนาคม เช่น คลองคีล ในเยอรมนี เชื่อมระหว่างทะเลบอลติกกับทะเลเหนือ คลองมีดีในฝรั่งเศสเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับมหาสมุทรแอตแลนติก
เศรษฐกิจ
เกษตรกรรม ทวีปยุโรปมีการใช้ที่ดินทำการเกษตรกรรมอย่างหนาแน่น ยกเว้นบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ และบริเวณเทือกเขาสูง แทบไม่มีพื้นที่ใดที่ปล่อยว่างไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร นอกจากนี้ผลผลิตทางการเกษตรกรรมอยู่ในเกณฑ์สูงมากด้วย สาเหตุที่ทวีปยุโรปมีความก้าวหน้าทางเกษตรกรรมมาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ
ความเหมาะสมด้านภูมิอากาศ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปมีอากาศอบอุ่น ฤดูเพาะปลูกยาวนาน มีฝนตกเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ โดยไม่ค่อยมีปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือมีฝนตกชุกเกินไปจนเกิดน้ำท่วมไร่นาเสียหาย
ความเจริญด้านวิชาการและเทคโนโลยีการเกษตร
เกษตรกรรู้จักปรับปรุงดิน โดยการใช้ปุ๋ยและการไถที่ถูกต้อง มีการคัดเลือกพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ของทวีปยุโรปมีชื่อเสียงไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องจักรทุ่นแรงช่วยในการเกษตร ทำให้ประหยัดแรงงานและได้ผลผลิตสูง
ความเหมาะสมด้านการตลาด
เนื่องจากทวีปยุโรปมีประชากรหนาแน่น และประชากรในเมืองมีอัตราสูง ทำให้ความต้องการผลิตผลเกษตรกรรมมีมาก เกษตรกรจึงสามารถหาตลาดจำหน่ายผลิตผลได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีมาตรการต่างๆ ในด้านการตลาดที่ทำให้เกษตรกรขายผลิตผลของตนได้ราคาดี
เขตเกษตรกรรมของทวีปยุโรป
เนื่องจากทวีปยุโรปมีความแตกต่างในด้านภูมิอากาศ และภูมิประเทศของท้องถิ่นอาจแบ่งเขตเกษตรกรรมของทวีปยุโรป ออกได้เป็น 5 เขตใหญ่ๆ ดังนี้
เขตเกษตรกรรมแบบผสม
เป็นเขตที่มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป พืชที่ปลูกได้แก่ ข้าวสาลี บ้าวบาเลย์ ข้าวไรย์ มันฝรั่ง หัวผักกาดหวาน หญ้า ส่วนสัตว์เลี้ยง ได้แก่ โคเนื้อ โคนม แกะ อาจจะเน้นความสำคัญของพืชหรือสัตว์อย่างหนึ่งอย่างใดมากเป็นพิเศษตามความต้องการของตลาดก็ได้ เขตเกษตรกรรมแบบนี้มีแพร่หลายมากที่สุดในทวีป โดยเฉพาะในภาคตะวันตก และภาคกลางของทวีปในเขตประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน
เขตเกษตรกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียน
เป็นเขตที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชผลที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีฝนตกค่อนข้างน้อย และมีแสงแดดมาก พืชสำคัญ ได้แก่ ส้ม มะนาว องุ่น มะกอก มีอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปภาคใต้ ได้แก่ อิตาลี กรีซ
เขตปลูกข้าวสาลี
เป็นเขตที่มีการปลูกข้าวสาลีในไร่ขนาดใหญ่ คล้ายคลึงกับเขตปลูกข้าวสาลีในทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ ในบริเวณภาคกลาง เช่น ฮังการี โรมาเนีย อูเครนและภาคใต้ของรัสเซีย
เขตทำไร่ปศุสัตว์
เป็นเขตที่มีการเลี้ยงสัตว์ในไร่นาขนาดใหญ่ ซึ่งมีภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้งไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืช ได้แก่ บริเวณชายฝั่งทะเลแคสเปียนในภาคใต้สุดของอูเครนและรัสเซีย
เขตเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
เป็นเขตที่มีการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนย้ายที่ไปตามฤดูกาล เนื่องจากพื้นที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ได้แก่ บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือของทวีป ซึ่งมีภูมิอากาศแบบทุนดรา สัตว์เลี้ยงสำคัญ คือ กวางเรนเดียร์ ซึ่งพบได้ในประเทศฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์
การทำป่าไม้
เนื่องจากทวีปยุโรปมีประชากรหนาแน่น และมีการใช้ที่ดินทางเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นเนื้อที่ป่าไม้จึงมีไม่มากนัก บริเวณที่เป็นแหล่งป่าไม้ขนาดใหญ่ ได้แก่ ในเขตภูมิอากาศแบบไทกา ในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย แะภาคเหนือของรัสเซีย นอกจากนี้ก็มีแหล่งป่าไม้ขนาดย่อยๆ กระจัดกระจายอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของทวีป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณที่เป็นภูเขา ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการเกษตร
ถึงแม้จะมีเนื้อที่ป่าไม้ไม่มาก แต่ทวีปยุโรปก็มีความสำคัญในด้านผลผลิตของป่าไม้มากพอสมควร โดยมีผลผลิตร้อยละ 30 ของผลผลิตทั่วโลก สาเหตุที่ทวีปยุโรปมีการผลิตไม้ได้มาก เนื่องจากป่าไม้ในยุโรปส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ปลูกขึ้น มีการคัดเลือกพันธ์ และการดูแลจัดการที่ดี ทำให้ได้ผลผลิตสูง มีมาตรการควบคุมดูแล และอนุรักษ์ป่าไม้ให้อยู่ในสภาพที่ดี การตัดชักลากไม้ทำได้สะดวก เพราะส่วนใหญ่เป็นป่าโปร่ง เกษตรกรนิยมกันพื้นที่ถือครองไว้ส่วนหนึ่งให้เป็นป่าไม้ เพื่อตัดไม้มาใช้สอยในครอบครัวของตน หรือเพื่อจำหน่าย ป่าไม้ขนาดย่อมๆ จึงมีแทรกอยู่ในเขตเกษตรกรรมโดยทั่วไป
การประมง
ยุโรปมีชายฝั่งทะเลยาวและเว้าแหว่งมาก เหมาะแก่การพักอาศัยของสัตว์น้ำ ทั้งยังมีกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือไหลเลียบชายฝั่งประเทศฝรั่งเศสขึ้นไปถึงชายฝั่งประเทศนอร์เวย์ ในหน้าหนาวน้ำจึงไม่เป็นน้ำแข็ง ทำให้น่านน้ำของยุโรปมีปลาอุดมสมบูรณ์ตลอดปี แหล่งประมงทีสำคัญของยุโรป ได้แก่ บริเวณน่านน้ำทะเลเหนือ ทะเลนอร์วีเจียน และเกาะไอซ์แลนด์ ประเทศที่มีความสำคัญด้านการประมงของยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์
การทำเหมืองแร่
แร่เศรษฐกิจที่สำคัญมากของทวีปยุโรป คือ แร่ถ่านหิน และแร่เหล็ก ซึ่งมีปริมาณการผลิตเป็นจำนวนมากในประเทศต่างๆ แหล่งถ่านหินที่สำคัญ ได้แก่ บริเวณภาคเหนือของฝรั่งเศส ภาคกลางของเบลเยี่ยม ลุ่มแม่น้ำรูห์ในเยอรมนี ภาคใต้ของโปแลนด์ และรัสเซีย ส่วนแหล่งแร่เหล็กที่สำคัญ ได้แก่ ภาคเหนือและภาคกลางของสวีเดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และภาคใต้ของรัสเซีย
นอกจากถ่านหินและแร่เหล็กแล้ว ยังมีแร่อื่นๆ ที่มีความสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติซึ่งมีแหล่งผลิตในทะเลเหนือ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี โรมาเนีย และรัสเซีย แร่บอกไซด์ ในยูโกสลาเวีย และกรีซ แร่โพแทชและแร่ฟอตเฟต ในเยอรมนีและโปแลนด์
อุตสาหกรรม
ทวีปยุโรปมีความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมมาก โดยแทบทุกประเทศ ยกเว้นประเทศเล็กๆ จะมีราไยด้จากอุตสาหกรรมมากกว่าจากอาชีพอื่นๆ ประเทศที่ขึ้นชื่อมากทางด้านอุตสาหกรรม ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยี่ยม สวีเดน ล้วนมีรายได้จากอุตสาหกรรมมากกว่า 1/3 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ
แหล่งอุตสาหกรรม แต่เดิมรวมตัวกันหนาแน่นในบริเวณที่มีแร่ถ่านหินและแร่เหล็ก แต่ในปัจจุบันกระจายตัวกว้างขวางขึ้น เช่น ในบริเวณที่มีการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้ในราคาถูก และบริเวณเมืองใหญ่ๆ ที่มีการคมนาคมขนส่งสะดวก อุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ การถลุงเหล็ก และผลิตเหล็กกล้า การผลิตยานพาหนะ และอุปกรณ์การขนส่ง เช่น รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน และเรือเดินสมุทร การผลิตเคมีภัณฑ์ การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เพื่อผลประโยชน์ทางด้านการค้า และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มทางด้านเศรษฐกิจขึ้น 3 กลุ่มได้แก่
กลุ่มประชาคมยุโรป หรือ (European Communities)EC เป็นการรวมกลุ่มที่มีจำนวนประเทศสมาชิกมากที่สุดถึง 12 ประเทศ ได้แก่ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และสหราชอาณาจักร กลุ่มประเทศนี้มีข้อตกลงร่วมกันในอันที่จะยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ ในด้านการค้าระหว่างกัน เช่น ยกเลิกภาษีศุลกากร สำหรับสินค้าที่ผลิตขึ้นในประเทศสมาชิก รวมทั้งการเปิดเสรีให้มีการเดินทางของผู้คน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่านเขตแดนซึ่งกันและกันโดยไม่มีข้อจำกัด กลุ่มประเทศนี้นับว่ามีอิทธิพลมากในด้านเศรษฐกิจโลก และเป็นการรวมตัวกันของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในทวีปยุโรป
กลุ่มสมาคมการค้าเสรีของยุโรป (European Free Trade Association, EFTA)
เป็นการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกรวม 7 ประเทศ คือ ออสเตรีย ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และฟินแลนด์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากร และข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ในปัจจุบันกลุ่มประเทศนี้ได้ทำสัญญาตกลงให้มีการค้าเสรีกับกลุ่มประชาคมยุโรปด้วยแล้ว
กลุ่มความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจร่วมกัน (Council for Mutual Economic Assistance, COMECON) เป็นการรวมกลุ่มเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปตะวันออก ที่มีการปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รวม 8 ประเทศ คือ สหภาพโซเวียต โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย (สหพันธ์สาธารณรัฐเช็คและสโลวัก) ฮังการี โรมาเนีย แอลบาเนีย บัลกาเรีย และยูโกสลาเวีย อย่างไรก็ตามจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นประเทศแกนนำสำคัญ กลุ่มโคเมคอนก็ต้องยุติบทบาทลงด้วยเช่นกัน

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ของทวีปยุโรปนับถือคริสตศาสนา ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 นิกายใหญ่ ๆ คือ
1.นิกายโรมันคาธอลิก
เป็นนิกายที่นับถือแพร่หลายในยุโรปภาคใต้และภาคตะวันออก คริสต์ศาสนานิกายนี้ถือว่า สันตปาปาแห่งนครรัฐวาติกัน เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนจักร
2.นิกายกรีกออร์โธดอกซ์
เป็นนิกายที่นับถือกันในคาบสมุทรบอลข่าน ได้แก่ ประเทศกรีซ ยูโกสลาเวียและบัลกาเรีย ในรัสเซียเมื่อก่อนเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก็นับถือคริสตศาสนานิกายนี้เช่นกัน นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ เน้นความสำคัญของพิธีกรรมทางศาสนา คล้ายคลึงกับนิกายโรมันคาธอลิก แต่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของพระสันตปาปาที่นครวาติกัน
3.นิกายโปรเตสแตนต์
เป็นนิกายที่นับถือกันแพร่หลายในยุโรปภาคเหนือ และภาคตะวันตก และแบ่งออกเป็นนิกายย่อยๆ อีกมาก หลักการสำคัญของนิกายนี้คือ ถือปฏิบัติตามพระคัมภีร์ไบเบิล แต่ไม่เน้นพิธีกรรมทางศาสนามากนัก และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของพระสันตปาปาที่นครวาติกัน เช่นเดียวกันนิกายกรีกออร์โธดอกซ์
คริสตศาสนาเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของชาวยุโรปอย่างมาก ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต เช่น การเกิด การแต่งงาน การทำศพ มักเกี่ยวข้องกับประเพณีทางศาสนาคริสต์ นอกจากนี้โบสถ์ทางศาสนาคริสต์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความวิจิตรงดงามของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของยุโรปที่มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
รูปแบบของการปกครอง
ประเทศในทวีปยุโรปมีรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันไป โดยพิจารณาลักษณะสำคัญในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.การปกครองแบบรัฐบาลเดี่ยวและรัฐบาลรวม
o การปกครองแบบรัฐบาลเดี่ยว หมายถึง การที่มีรัฐบาลของประเทศแต่เพียงรัฐบาลเดียว ทำหน้าที่บริหารการปกครองทั่วทั้งประเทศ ถึงหากจะมีการปกครองส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น แต่ทุกส่วนต้องขึ้นอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว
ประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐบาลเดี่ยว ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี สเปน โปรตุเกส และสาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) เป็นต้น
o การปกครองแบบรัฐบาลรวม หมายถึง การที่มีรัฐบาลของประเทศเป็น 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐ รัฐบาลกลางนั้นถือเป็นรัฐบาลของประเทศเป็นส่วนรวม ส่วนรัฐบาลของรัฐ มีอำนาจปกครองเฉพาะส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น แต่ละแห่งจำนวนรัฐบาลของรัฐจะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับจำนวนของรัฐที่ประกอบกันขึ้นเป็นประเทศนั้นๆ การปกครองแบบรัฐบาลรวมนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปกครองแบบสหพันธรัฐ ประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐบาลรวมจึงมักมีคำนำหน้าชื่อประเทศว่า สหพันธรัฐ ,สมาพันธ์ , สหภาพ สุดแต่จะเรียก แต่บางทีก็เรียกชื่อประเทศเฉยๆ โดยไม่มีคำนำหน้าก็ได้ ประเทศในยุโรปที่มีการปกครองแบบรัฐบาลรวม 5 ประเทศ คือ สาธารณรัฐออสเตรีย สมาพันธรัฐสวิส สหพันธ์สาธารณรัฐเช็คและสโลวัก สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

2. ตำแหน่งประมุขของประเทศ
ประมุขของประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป มีตำแหน่งหน้าที่เรียกชื่อแตกต่างกันไป ตามรูปแบบการปกครองของประเทศ ได้แก่ ตำแหน่งดังต่อไปนี้
• กษัตริย์ เป็นตำแหน่งประมุขของประเทศที่มีการปกครองเป็นราชอาณาจักร ในปัจจุบันมีอยู่ 7 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดนและสเปน
• ประธานาธิบดี เป็นตำแหน่งประมุขของประเทศที่มีการปกครองเป็นสาธารณรัฐ ได้แก่ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฟินแลนด์ โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เช็คและสโลวัก ฮังการี โรมาเนีย แอลบาเนีย ยูโกสลาเวีย กรีซ อิตาลี โปรตุเกส มอลตา กลุ่มประชาคมรัฐเอกราชและจอร์เจีย
• ตำแหน่งอื่นๆ มีบางประเทศที่เรียกประมุขของประมุขของประเทศเป็นตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่กษัตริย์หรือประธานาธิบดี ได้แก่
I. ลักเซมเบิร์ก เรียกตำแหน่งประมุขของประเทศว่า แกรนด์ ดุ๊ก
II. โมนาโก ลิกเตนสไตน์ และอันดอร์รา เรียกตำแหน่งประมุขของประเทศว่า เจ้าชาย
III. วาติกัน เรียก ตำแหน่งประมุขของประเทศว่า สันตปาปา
IV. ซามารีโน เรียกตำแหน่งประมุขของประเทศว่า ผู้สำเร็จราชการ ซึ่งดำรงตำแหน่งพร้อมกัน 2 คน คือ แกรนด์ ดุ๊กเฮนรี่ และ สันตะปาปา
3. การปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบอบเผด็จการ และระบอบสังคมนิยม
• การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นการปกครองประเทศโดยการเลือกผู้แทนราษฏรเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนในรัฐสภา รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศมีกำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งรวมทั้งต้องปกครอง โดยฟังเสียงประชาชน และมีกลไกที่สามารถควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลให้เป็นไปโดยชอบ
ประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือและยุโรปใต้ ที่ขี้นชื่อมากได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์
• การปกครองระบอบเผด็จการ เป็นการปกครองที่ให้อำนาจแก่ประมุขของประเทศ หรือหัวหน้ารัฐบาลในการบริหารประเทศอย่างเด็ดขาด และผู้บริหารประเทศมักอยู่ในตำแหน่งโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา
ตัวอย่างประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบนี้ ได้แก่ นครรัฐวาติกัน ซึ่งให้อำนาจสูงสุดแก่ประมุขของประเทศ คือ สันตะปาปา ในการบริหารการปกครองอย่างเต็มที่ และไม่มีวาระในการดำรงตำแหน่ง เมื่อเข้ารับตำแหน่งสันตปาปา จะทรงดำรงตำแหน่งจนสิ้นพระชนม์ จึงมีการเลือกตั้งสันตะปาปาองค์ใหม่สืบแทนต่อไป
• การปกครองระบอบสังคมนิยม เป็นการปกครองที่ให้อำนาจสูงสุดแก่พรรคคอมมิวนิสต์ในการบริหารประเทศ และอำนาจของรัฐบาลมีค่อนข้างมาก
รัสเซียเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มการปกครองระบอบนี้ใน พ.ศ.2460 และได้รวบรวมดินแดนใกล้เคียงจัดตั้งเป็นสหภาพโซเวียต ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศในยุโรปตะวันออก ส่วนใหญ่ได้รับเอาการปกครองนี้ไปใช้ด้วย โดยอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของสหภาพโซเวียต ได้แก่ เยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ เช็คและสโลวัก ฮังการี โรมาเนีย บัลกาเรีย แอลบาเนีย และยูโกสลาเวีย ในแต่ละประเทศพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ
นับตั้งแต่ พ.ศ.2532 เป็นต้นมา อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออกได้ลดลง หลายประเทศ เริ่มมีการเคลื่อนไหวในการจำกัดอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในการบริหารประเทศ เช่น โปแลนด์ ได้มีการเลือกตั้งพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคม 2532 นับเป็นประเทศแรกในยุโรปตะวันออกที่มีการจำกัดอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ลง ต่อมาในเดือนตุลาคม 2533 เยอรมนีตะวันออกก็ได้รวมกับเยอรมนีตะวันตกเป็นประเทศเดียวกัน โดยใช้รูปแบบการปกครองและเศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกเป็นหลักในการปกครองประเทศ นับเป็นการสิ้นสุดของการปกครองระบอบสังคมนิยมในเยอรมันตะวันออกที่มีมานานถึง 41 ปี นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนในสหภาพโซเวียต เมื่อมีเหตุการณ์ยึดอำนาจจากประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ในระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2534 นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แม้ว่าจะสามารถยึดอำนาจกลับคืนได้ก็ตาม แต่บรรดาสาธารณรัฐต่างๆ ที่รวมอยู่ในสหภาพได้ประกาศแยกตัวออกเป็นอิสระรวมทั้งหมด 15 สาธารณรัฐ ทั้งนี้ 14 สาธารณรัฐยกเว้นจอร์เจีย ได้รวมเป็นกลุ่มประชาคมรัฐเอกราชหรือ CIS

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
ทวีปยุโรปมีความเจริญเก่าแก่ที่สืบย้อนหลังไปได้กว่า 2000 ปี โดยอาจแบ่งประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปออกเป็นสมัยต่างๆ ดังนี้
1.ยุโรปสมัยโบราณ ความเจริญของยุโรปเริ่มขึ้นเป็นแห่งแรกที่บริเวณตอนใต้ของทวีปแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีกรีกและโรมันเป็นศูนย์กลางความเจริญในสมัยโบราณ ซึ่งเรียกความเจริญสมัยกรีกและโรมันนี้ว่า อารยธรรมสมัยคลาสิค
ความเจริญของกรีก ชาวกรีกได้สร้างอาณาจักรของตนขี้น ประกอบด้วย นครรัฐเล็กๆ หลายแห่งในคาบสมุทรบอลข่าน อาณาจักรของชาวกรีกเจริญรุ่งเรืองมาก ระหว่าง 200 ปีก่อนพุทธกาลจนถึงต้นพุทธกาล ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่นักเดินเรือและพ่อค้าชาวกรีกออกไปทำการค้าและสร้างอาณานิคมขึ้นอย่างกว้างขวางตามบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของ ทวีปยุโรป เอเซีย และแอฟริกา ความเจริญที่ชาวกรีกโบราณให้เป็นมรดกตกทอดมาถึงคนรุ่นหลังมีที่สำคัญได้แก
การปกครองแบบประชาธิปไตย
ชาวกรีกได้พัฒนาการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยราษฏรมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกครองหรือสมาชิกสภาบริหาร โดยเฉพาะการปกครองของนครรัฐเอเธนส์ ซึ่งเป็นนครรัฐที่มีชื่อเสียงมากของกรีก ถือกันว่าเป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ชาวยุโรปได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวกรีก
ศิลปวัฒนธรรม
ชาวกรีกได้สร้างศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีความงดงาม นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งเคารพบูชาเทพเจ้าต่างๆ มีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า โดยการแสดงละคร ซึ่งเป็นแบบฉบับการละครของชาวยุโรปในสมัยต่อมา รวมทั้งการแข่งขันกีฬาระหว่างนครรัฐ เพื่อบูชาเทพเจ้าที่ภูเขาโอลิมปัส ก็ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่เรียกว่า กีฬาโอลิมปิคในปัจจุบัน
ปรัชญาความคิด
ชาวกรีกเป็นนักคิด รักความมีเหตุผล จึงทำให้เกิดแนวความคิดทางปรัชญาแก่ชาวยุโรป นักปรัชญากรีกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ เพลโต และอริสโตเติล ซึ่งถือเป็นผู้วางรากฐานปรัชยาให้แก่ชาวยุโรป
ความเจริญของโรมัน
ชาวโรมันได้สร้างอาณาจักรของตนขึ้นในคาบสมุทรอิตาลี และมีอำนาจขึ้นแทนที่กรีกในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 4 จนถึงตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 11 จึงเสื่อมอำนาจลง
ในขณะที่โรมันมีอำนาจอย่างเต็มที่ได้แผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในยุโรป และตอนเหนือของแอฟริกา ปัจจุบันยังคงมีซากโบราณสถานปรากฏอยู่ในประเทศต่างๆ ที่แสดงถึงการแผ่อำนาจของโรมันโบราณ เช่น กำแพงเมือง ป้อมปราการ ถนน เป็นต้น
สิ่งที่ชาวโรมันให้เป็นมรดกตกทอดแก่ชนรุ่นหลัง มีที่สำคัญ คือ
กฎหมาย
ชาวโรมันได้สร้างประมวลกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครอง กฎหมายของชาวโรมันมีอิทธิพลต่อระบบกฎหมายของหลายประเทศในยุโรปในปัจจุบัน
ภาษา
ชาวโรมันใช้ภาษาละตินเป็นภาษาพูดและเขียน แม้ภาษานี้จะเลิกใช้ไปแล้วในปัจจุบัน แต่ยังคงเป็นภาษาที่ใช้อยู่ในวงการนักปราชญ์ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานของภาษาต่างๆ ที่ใช้อยู่ในหลายประเทศของยุโรปในปัจจุบันด้วย
2. ยุโรปสมัยกลาง
เมื่ออาณาจักรของชาวโรมันเสื่อมอำนาจลงในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 11 อันเนื่องมาจากการแผ่อำนาจของชนกลุ่มต่างๆ ที่เรียกว่า อนารยชนเยอรมัน ก็ถือว่าอารยธรรมสมัยคลาสิคของยุโรปสิ้นสุดลง และเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของยุโรปสมัยกลาง ซึ่งมีระยะเวลายาวนานประมาณ 1000 ปี ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 11 จนถึงตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 21
ในสมัยกลางนี้เป็นช่วงเวลาที่ความเจริญต่างๆ ของยุโรปชะลอตัวลง เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองและการสงคราม มีการแบ่งดินแดนออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ มากมาย และมีการแก่งแย่งชิงอำนาจกัน นอกจากนี้ยังเป็นช่วงระยะเวลาที่คริสต์ศาสนามีอิทธิพลมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน
3.ยุโรปสมัยใหม่
ประวัติศาสตร์ของยุโรปเปลี่ยนจากสมัยกลางเข้าสู่สมัยใหม่ เมื่อชาวยุโรปเดินเรือออกไปสำรวจดินแดนต่างๆ และได้พบทวีปอเมริกาเหนือใน พ.ศ.2035 นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมัยใหม่ของประวัติศาสตร์ยุโรปนั้น มีเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ เกิดขึ้นในยุโรปหลายประการ คือ
การสำรวจและการตั้งถิ่นฐานในทวีปต่างๆ
ชาวยุโรปได้เดินทางไปสำรวจดินแดนในทวีปต่าง ๆ คือ แอฟริกา เอเซีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้และออสเตรเลีย ผลจากการสำรวจทำให้ความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์เกี่ยวกับดินแดนต่างๆ ขยายกว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันขาวยุโรปก็ได้รับผลประโยชน์ทางการค้า และการสร้างอาณานิคมขึ้นในดินแดนต่างๆ เหล่านั้น เป็นผลให้อิทธิพลของชาวยุโรปทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมแผ่ขยายออกไปกว้างขวางทั่วโลก
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตจากเดิมที่เคยใช้แรงงานคน และสัตว์มาใช้เครื่องจักรแทน เกิดขึ้นในตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษก่อนแล้วขยายตัวไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีผลให้ทวีปยุโรปนำหน้าทวีปอื่นๆ ในด้านเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเวลานานติดต่อกันกว่าสองศตวรรษ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ
ยุโรปเป็นผู้นำทางด้านวิชาการ โดยได้สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการแขนงต่างๆ ซึ่งได้ขยายตัวอย่างมากในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22 และ 23 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือได้ว่ามีรากฐานจากการศึกษาและประดิษฐ์คิดค้นของชาวยุโรปมากว่าชนชาติอื่นๆ

นางสาววริศรา บำบัดทุกข์ เลขที่ 30
เด็กหญิงสาธิยา ศรีสมุทร เลขที่ 35