นโยบายการคลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ

                                                     รายงาน

เรื่อง นโยบายการคลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ

รายวิชา สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม

จัดทำโดย

 1. นางสาวภัทราภรณ์  สำราญ เลขที่ 10

2. นางสาวศิรินภา ดวงมาลา เลขที่ 11

เสนอ

ครูประธาร วสวานนท์ 

 

ภาคเรียนที่  1 /2555

โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29

 

 

 

 

 

http://klang.cgd.go.th/sti/mission/images/va3.gif

 

 

สำนักนโยบายการคลัง 

http://www.fpo.go.th/FPO/member_profile/it-admin/upload/image/Pailin2001.jpg

นางไพรินทร์     ศรีศุภวินิจ 

ผู้อำนวยการ
สำนักนโยบายการคลัง

โทร. 0-2273-9020 ต่อ 3500

สำนักนโยบายการคลัง มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

( 1 )  เสนอแนะ และออกแบบนโยบาย แผน และมาตรการเกี่ยวกับการคลังของภาครัฐบาล รวมทั้งกำหนดรูปแบบที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจทั้งด้านรายได้ รายจ่าย การบริหารดุลงบประมาณ การบริหารทรัพย์สิน และหนี้สาธารณะ

( 2 )  ติดตาม วิเคราะห์ ประเมิน และรายงานภาวะรายได้ รายจ่าย ดุลงบประมาณ การบริหารทรัพย์สิน หนี้สาธารณะ และภาพรวมฐานะการคลังภาครัฐบาลตามระบบสากล รวมทั้งการดำเนินนโยบายและมาตรการกึ่งการคลังของรัฐบาล และภาระผูกพันทางการคลัง

( 3 )  วางแผนด้านการคลังและจัดทำแผนปฏิบัติงานด้านการคลังของกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงานของแผนดังกล่าว

( 4 )  เสนอแนะกฎเกณฑ์และแนวทางในการรักษาวินัยทางการคลัง และการบริหารความเสี่ยงทางการคลัง ซึ่งรวมถึงการกำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลัง การจัดทำและพัฒนาเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง

( 5 )  จัดทำข้อมูลด้านการคลังภาคสาธารณะ ข้อมูลเพื่อการบริหารความเสี่ยงทางการคลัง และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายด้านการคลัง เพื่อใช้ในการเผยแพร่ให้เกิดความโปร่งใสทางการคลัง

( 6 )  เสนอแนะและออกแบบนโยบายด้านการคลังท้องถิ่นให้สอดคล้องกับนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

( 7 )  ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือ

นโยบายเศรษฐกิจ

 

                นโยบายการเงิน (Monetary Policy) หมายถึง การดำเนินมาตรการของเจ้าหน้าที่ทางการเงินในการควบคุมปริมาณเงิน (Money Supply) และปริมาณสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับภาะเศรษฐกิจในขณะหนึ่ง ๆ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินมาตรการทางการเงินได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศการจ้างงาน และการรักษาดุลยภาพทางการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งโดยปกตินโยบายการเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมี 2 ลักษณะ คือ
                1. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Expantionary Monetary Policy) จะถูกนำมาใช้เมื่อระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ชะลอตัว สภาพคล่องในระบบตึงตัว อัตราเงินเฟ้ออยู่ในเกณฑ์ต่ำ และมีการจ้างงานไม่เต็มที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาตรการในลักษณะที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มสูงขึ้นหรือขยายตัวเพิ่มมากขึ้น อาทิ การซื้อคืนพันธบัตร การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank Rate) และการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินอื่นๆ เป็นต้น ทั้งนี้การดำเนินมาตรการต่างๆ ดังกล่าวจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวลดลง ทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น
               2. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Restrictive Monetary Policy) จะถูกนำมาใช้เมื่อระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเงินเฟ้อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวเร็วเกินกว่าที่ทรัพยากรในประเทศจะสามารถรองรับได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณเงินในระบบลดลง อาทิ การนำพันธบัตรออกขาย การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน การกำหนดสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก การควบคุมการขยายตัวของสินเชื่อ และในกรณีที่รุนแรงที่สุด คือ การเพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายการดำเนินนโยบายในลักษณะนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนและเศรษฐกิจชะลอตัวลงในที่สุด
               นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) หมายถึง การดำเนินมาตรการของรัฐทางด้านการรับจ่ายเงิน และการก่อหนี้สาธารณะผ่านกระบวนการงบประมาณและภาษี เพื่อรักษาเสถียรภาพและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งโดยปกติแล้วการดำเนินนโยบายการคลังมักจะเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานเป็นสำคัญ
               เครื่องมือสำคัญในการใช้นโยบายการคลังเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คือ ภาษี (Taxation) และการใช้จ่ายของรัฐ (Government Expenditure) โดยนโยบายทางด้านภาษีจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นหรือลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจก็จะมีส่วนในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเพิ่มอุปสงค์รวมให้สูงขึ้นได้
               ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือตกต่ำ รัฐบาลอาจลดภาษีเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อของภาคเอกชน หรือเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นอุปสงค์หรือความต้องการ (Demand) ให้เพิ่มสูงขึ้นในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจอยู่ในภาวะร้อนแรง อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมาก รัฐบาลจะดำเนินนโยบายในทิศทางตรงกันข้าม คือ การเพิ่มอัตราภาษีและลดการใช้จ่ายลง เพื่อลดการบริโภคและการใช้จ่ายโดยรวมลงเป็นการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
               การดำเนินนโยบายการคลังในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้นำมาตรการทางด้านภาษีมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และลดช่องว่างระหว่างเงินออมและเงินลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ในระยะยาว มาตรการดังกล่าว ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรในช่วงต้นปี 2538 การลดภาษีดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะยาว 5 ปี ขึ้นไปที่มีวัตถุประสงค์การฝากเพื่อการศึกษา เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย และเพื่อยังชีพหลังเกษียณ จาก 15% เหลือ 10% ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับบัญชีเงินฝากรายย่อยที่มีวงเงินดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาท เป็นต้น มาตรการดังกล่าวจะส่งเสริมการขยายตัวของเงินออมในประเทศระยะยาวได้ นอกจากนี้ในการจัดทำงบประมาณปี 2539 รัฐบาลก็ใช้งบประมาณแบบสมดุล ซึ่งการจัดทำงบประมาณในลักษณะดังกล่าวโดยหลักจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
              ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจเลือกดำเนินนโยบายการเงินหรือนโยบายการคลังอย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้นโยบายการทั้งสองควบคู่กันไป ทั้งนี้ขึ้นกับว่ามาตรการใดมีความเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาในภาวะแวดล้อมนั้น ๆ มากกว่ากัน หรือก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงที่สุด อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะก่อให้เกิดประสิทธิผลเพียงใดยังขึ้นอยู่กับ ความรู้ความเข้าใจถึงกลไกต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจของผู้ใช้นโยบายและประชาชน ตลอดจนความสามารถในการพยากรณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจกลไกการทำงานต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ผลของมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกเลือกมาใช้อย่างเหมาะสมก็จะบรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลและพยากรณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สามารถทำได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ก็จะทำให้ฝ่ายบริหารรับทราบปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจได้
              การใช้นโยบายการคลังจะได้ผลดีเพียงใด ต้องอาศัยปัจจัยบางประการในการสนับสนุนช่วยเหลือ เช่น ความเข้าใจอันดีถึงการใช้นโยบายการคลังอย่างเหมาะสมของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และประชาชนรวมทั้งความสามารถในการพยากรณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ถ้านโยบายการคลังที่ออกมามีความเหมาะสมและประสบความสำเร็จ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะมากขึ้น ภาคเอกชนก็จะมีความต้องการในการขยายการผลิตออกไป ภาวะการลงทุนของประเทศก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

รัฐบาลกับนโยบายการคลังภาคสาธารณะ

ตั้งแต่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นโยบายการคลังของรัฐบาลได้ทำหน้าที่ และรับภาระหนักมากเหลือเกินในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล กระตุ้นเศรษฐกิจมาโดยตลอด 8 ปีงบประมาณ (2540-2547) โดยได้ทำงบประมาณสมดุลในปี 2548 และ 2549 และกลับมาจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลอีกในปี 2550 และ 2551

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2545 รัฐบาลได้ใช้การขาดดุลการคลังที่มีขนาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อแลกหมัดกับการกระตุ้นว่าวเศรษฐกิจไทยให้ติดลมบน หากท่านผู้อ่านจำได้ งบประมาณปี 2545 ได้ตั้งไว้ให้ขาดดุลสูงถึง 200,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นปีงบประมาณ (กันยายน 2545) ผลที่เป็นที่ประจักษ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การแลกหมัดดังกล่าวประสบผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ

โดยเครื่องยนต์เอกชนที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้กลับมาทำงานในระดับที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวม ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.9 ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2545 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.1 ในไตรมาสที่ 2 และเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 นี้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเช่นนี้เป็นการฟื้นตัวที่มีพลังขับเคลื่อนจากภาคเอกชนทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน และการส่งออก แสดงว่าภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติระหว่างปี 2540-2544 นอกจากนี้ จากทิศทางของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน การคลังในช่วงต่อไปก็ทำให้คาดเดาได้ว่า ภาคเอกชนน่าจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะกลับมาทำหน้าที่หลักในการเป็นผู้นำในการชี้นำ และพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้นโยบายการคลังของรัฐบาลต้องค่อยๆ ลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลง ในขณะที่ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ การที่รัฐบาลจะลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลงนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องดำเนินการผ่านนโยบายการคลัง ที่มีการขาดดุลลดลงเรื่อยๆ จนสามารถทำงบประมาณสมดุล ซึ่งในปีงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดทำงบประมาณสมดุลนั้น ก็จะเป็นปีที่ภาคเอกชนไทยฟื้นตัวและแข็งแกร่งเต็มที่แล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามอีกว่าเมื่อรัฐบาลลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลงผ่านการลดการขาดดุลการคลังลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่สมดุลในที่สุด และปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่เพียงลำพังนั้น รัฐบาลมีความมั่นใจขนาดไหนว่าภาคเอกชนจะไม่สะดุดขาตัวเอง หรือประสบกับอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ดังเช่นในอดีต

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการสะดุดขาตัวเองของภาคเอกชนในอนาคต นโยบายการคลังยังคงมีความจำเป็นอยู่ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ และร่วมด้วยช่วยกันกับภาคเอกชนในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายการคลังที่ผมว่านี้จะไม่ใช่นโยบายการคลังของรัฐบาลแต่เพียงลำพังอีกแล้ว แต่จะเป็น "นโยบายการคลังภาคสาธารณะ"

เรามักจะลืมไปว่า รัฐบาลไม่ใช่สถาบันเดียวที่ทำธุรกรรม กิจกรรม หรือนโยบายการคลังในการกระตุ้น และประคับประคองเศรษฐกิจไทย ยังมีอีก 2 สถาบัน ที่ถือว่ามีหน้าที่และบทบาททางการคลัง เช่นเดียวกับรัฐบาลในการพัฒนา และกระตุ้นเศรษฐกิจ และทั้ง 2 สถาบันที่จะกล่าวต่อไปนี้ ได้มีการดำเนินนโยบายการคลังหรือธุรกรรมด้านการคลังมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา มีบทบาทช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการฟื้นฟูภาคเอกชนน้อยมาก หรือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่านี้ได้ สถาบันทั้ง 2 แห่งดังกล่าว ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ

ผมขอชี้แจงว่า รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล) และรัฐวิสาหกิจ รวมกันเป็นภาคสาธารณะ (public sector) และมีการดำเนินนโยบายการคลังภาคสาธารณะ ในอดีตรวมทั้งปัจจุบันคนส่วนใหญ่สนใจแต่นโยบายการคลังของรัฐบาล โดยไม่ใส่ใจหรือไม่นึกถึงความคงอยู่ของนโยบายการคลังภาคสาธารณะ ต่อไปนี้ เราต้องให้ความสำคัญกับนโยบายการคลังภาคสาธารณะที่เป็นองค์รวมมากขึ้น

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถาบันที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด รู้ความต้องการของคนในท้องถิ่นมากที่สุด มีการจัดเก็บรายได้และการทำงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายการคลังของตนเอง แต่ที่ผ่านมา หากมองในด้านมหภาคพบว่าบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลนั้น ถือว่าขาดประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวม มีการเกินดุลงบประมาณมาโดยตลอด แม้กระทั่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ (2540-2544) ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น น่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนรัฐบาล ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภาคสาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผมผิดว่าผมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างหนี้โดยทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล สิ่งที่ผมต้องการสื่อก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะมีบทบาทด้านการคลังในการพัฒนาท้องถิ่น และเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีการปฏิรูประบบการคลังท้องถิ่นอย่างขนานใหญ่ ซึ่งจะทำให้ระบบการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความเป็นอิสระสูง ไม่ต้องพึ่งพิงเงินงบประมาณจากรัฐบาลเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้

เมื่อกล่าวถึงรัฐวิสาหกิจกับบทบาททางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมต้องขอชี้แจงว่า งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย หากมีการจัดการและใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและได้ตามแผน ผมมั่นใจว่าจะสามารถสร้างงาน สร้างเงิน สร้างผลผลิตในประเทศได้เป็นอันมาก ซึ่งหากทำได้ก็จะไม่มีโครงการเจ็ดชั่วอายุคนเกิดขึ้นมาให้เราเห็นอีกในอนาคต นอกจากนี้ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจไทยมีบทบาทที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการให้ภาคเอกชนมามีบทบาทในการบริหารจัดการมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ต้องเข้าใจตรงกันว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในที่นี้มิใช่มีแต่เพียงการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น การแปรรูปหรือเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจสามารถทำได้หลายวิธีนอกเหนือจากการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ การทำสัญญาจ้างเอกชนให้บริหารงาน การทำสัญญาให้เอกชนเช่าดำเนินการ การให้สัมปทานภาคเอกชน การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน การให้เอกชนลงทุนดำเนินการแต่รัฐรับซื้อผลผลิต และการจำหน่ายจ่ายโอนหรือยุบเลิกกิจการ

การที่รัฐบาลจะเลือกวิธีใดในการแปรรูปก็ขึ้นอยู่กับประโยชน์สูงสุดที่ประเทศจะได้รับในแต่ละวิธี และสถานการณ์เศรษฐกิจในแต่ละขณะด้วย แต่ผมขอยืนยันว่าการแปรรูปไม่ใช่มีวิธีเดียว

ประเด็นของผมตรงนี้อยู่ที่ว่า เมื่อรัฐบาลจะลดบทบาททางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจและลงจากหลังเสือในที่สุด เราจะต้องให้นโยบายการคลังภาคสาธารณะมิใช่นโยบายการคลังของรัฐบาลเท่านั้น มีบทบาทสนับสนุนการฟื้นตัวของเอกชนต่อไป เพื่อป้องกันการสะดุดขาตัวเองของภาคเอกชน

การที่จะให้นโยบายการคลังภาคสาธารณะมีบทบาทต่อไปในอนาคต และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจรับไม้ผลัดต่อจากนโยบายการคลังของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเอกชน รัฐบาลในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จะต้องมีภารกิจหนักในการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจให้เต็มที่ เพื่อให้ทันกับการหยุดบทบาทในการเป็นผู้นำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลผ่านนโยบายการคลังของรัฐบาล และใช้นโยบายการคลังภาคสาธารณะเข้ามามีบทบาทอย่างมีเอกภาพ ในการประคับประคองภาคเอกชนให้ฟื้นตัวต่อไปอย่างยั่งยืน

ระบบบริหารความเสี่ยงทางการคลังของไทย

ในวงการบริหารจัดการด้านการเงิน การธนาคาร และตลาดทุน บุคคลที่เกี่ยวข้อง มักจะคุ้นเคยกับคำว่า "การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน" เป็นอย่างดี ในวงการบริหารจัดการด้านการคลัง "การบริหารความเสี่ยง ด้านการคลัง (Fiscal Risk or Fiscal Vulnerability Management)" ยังไม่เป็นที่รู้จักกันนัก เนื่องจากยังไม่มีการระบุคำนิยาม และขอบเขตของกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง ด้านการคลังอย่างชัดเจน 

ในทางปฏิบัติ กระทรวงการคลังได้เริ่มดำเนินการ เกี่ยวกับการจัดทำระบบบริหารความเสี่ยง ทางการคลังบ้างแล้ว การบริหารความเสี่ยงทางการคลัง จำเป็นจะต้องรู้ว่า ความเสี่ยงทางการคลัง มาจากแหล่งใดบ้าง ซึ่งสามารถแยกได้ 4 ประเภท

(1) ความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากการไม่รู้สถานะด้านการคลังที่แท้จริงของรัฐบาล รัฐจำเป็นต้องรู้ เพื่อจะใช้ประกอบการพิจารณา กำหนดนโยบายและมาตรการ ด้านการคลังได้ถูกต้องและเหมาะสม

การดำเนินนโยบายการคลังที่ส่งผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น จะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหา ทางการคลังและภาระทางการคลัง ที่บั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจการคลัง ในระยะปานกลางและระยะยาว การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ จำเป็นต้องรู้ว่าสถานการณ์ด้านรายได้ขณะนี้ ปีหน้า และในระยะอีก 3-5 ปี จะเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้การจัดทำงบประมาณในปีหนึ่ง ส่งผลต่อความไม่ยั่งยืนทางการคลังในระยะต่อไป

การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จำเป็นที่จะต้องสอดประสานนโยบายการคลังของภาคสาธารณะ ซึ่งได้แก่ รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ทราบถึงฐานะการคลังภาคสาธารณะที่แท้จริง

รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ข้อมูลและเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อการบริหารความเสี่ยงด้านการคลังที่เกิดจากส่วนนี้ (1.1) สถานะด้านทรัพย์สินและหนี้สินที่แท้จริง (1.2) ภาระผูกพันทางการคลังจากการค้ำประกันต่างๆ ของรัฐบาล และมาตรการการคลังของรัฐบาลที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังในอนาคต

(1.3) บทบาทและขนาดของมาตรการกึ่งการคลังที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด และการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงและไม่มีหลักประกัน สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลังได้ในอนาคต

(1.4) ข้อมูลเกี่ยวกับการคลังภาคสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วย ฐานะการคลังของรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ การที่รัฐบาลหรือกระทรวงการคลังสามารถรวบรวมและรู้ถึงข้อมูลต่างๆ ตามข้อ (1.1) ถึง (1.4) ข้างต้น จะทำให้ความเสี่ยงในการกำหนดนโยบายการคลังมีน้อยลง และสามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจการคลังได้

(2) ความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคนี้ ยากมากในการบริหารจากทางด้านการคลังเพียงด้านเดียว เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค อาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น อาจจะเกิดจากปัจจัยภายนอกที่รัฐควบคุมไม่ได้ เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรืออาจเกิดจากความผันผวนของภาคการเงิน เป็นต้น

เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านนี้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจำเป็นที่จะต้องมีระบบตรวจสอบและระวังภัยทางเศรษฐกิจมหภาค (Economic Surveillance System) ที่สามารถตรวจจับคลื่นกระแสของเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดหรือบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่มีต่อด้านการคลัง เช่น หากทราบล่วงหน้าถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ รัฐจะได้ออกมาตรการป้องกันหรือรองรับเอาไว้ก่อนล่วงหน้าได้

(3) ความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากความไม่ยั่งยืนทางการคลัง การบริหารความเสี่ยงด้านนี้ จะเกี่ยวข้องกับการบริหารรายได้และรายจ่าย รวมทั้งการบริหารทรัพย์สินและหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ

(3.1) การบริหารรายได้และรายจ่าย หน่วยงานในกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ทำหน้าที่เป็นหลักในการเก็บรายได้ให้กับรัฐ ในระยะต่อไปหน่วยงานเหล่านี้นอกจากต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังต้องประสานงานกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานอื่นๆ ในการปรับปรุงระบบภาษีและระบบการจัดเก็บให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

มิได้เน้นเฉพาะการจัดเก็บรายได้สูงสุดในปัจจุบัน แต่เน้นรวมถึงการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นฐานภาษีที่ยั่งยืนในอนาคต

(3.2) การบริหารทรัพย์สินและหนี้สิน กระทรวงการคลังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สิน ได้แก่ กรมธนารักษ์ และสำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ

ในขณะเดียวกัน สำนักบริหารหนี้สาธารณะก็เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารหนี้สาธารณะตั้งแต่ปี 2545 รัฐได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังดูแลการบริหารทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานะทรัพย์สินสุทธิของภาครัฐ

นอกเหนือจากการบริหารทรัพย์สินและหนี้สินที่รัฐได้ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นแล้ว สำนักบริหารหนี้สาธารณะยังต้องทำหน้าที่พัฒนาตลาดพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาตลาดตราสารและการพัฒนาประเทศในระยะยาว ในขณะที่สำนักรัฐวิสาหกิจฯ จะต้องดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐ ในการพัฒนาวิสาหกิจให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ

ส่วนกรมธนารักษ์ ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บริหารที่ดินและสิ่งก่อสร้างของภาครัฐที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ มาบริหารให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ให้กับภาครัฐ

(4) ความเสี่ยงทางการคลังเนื่องจากความอ่อนแอของโครงสร้างการคลังและหน่วยงานบริหารจัดการด้านการคลัง ความเสี่ยงด้านนี้หากเกิดขึ้นเป็นเวลานาน จะยากลำบากต่อการบริหารมาก เนื่องจากเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ต้องการการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง และต้องการการแก้ไขที่เด็ดขาด โดยความเสี่ยงด้านนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

(4.1) ความไม่เหมาะสมของโครงสร้างการคลัง เช่น ระบบโครงสร้างภาษีอากรเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจไทยหรือไม่ รายได้จากภาษีเงินได้เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อรายได้ภาษีทั้งหมด องค์ประกอบและโครงสร้างของงบประมาณในระยะปานกลางและระยะยาวควรเป็นอย่างไร ถึงจะเหมาะสมที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ฯลฯ

เหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและการวิเคราะห์อย่างถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วความเสี่ยงด้านการคลังจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงจุดหนึ่งในอนาคตที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านการคลังได้

(4.2) ความอ่อนแอของหน่วยงานบริหารจัดการด้านการคลัง หากหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลังอ่อนแอ บริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ความเสี่ยงด้านการคลังจะเกิดขึ้น โดยหากไม่มีการปรับโครงสร้างและแก้ไขจุดบกพร่องเสียแต่เนิ่นๆ จะทำให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจ

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงด้านนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง และเป็นระบบ โดยใช้เกณฑ์วัดผลงานที่ได้มาตรฐาน

จากที่ผมได้อธิบายข้างต้น ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า การบริหารความเสี่ยงทางการคลัง เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการจัดการเพื่อให้ความเสี่ยงด้านนี้น้อยที่สุด

หากประเทศไทยมีระบบบริหารความเสี่ยงด้านการคลังที่ดี ครอบคลุมทุกส่วนและมีประสิทธิภาพ ภาคการคลังและกระทรวงการคลังจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการสนับสนุนการฟื้นตัว และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพต่อไป

http://www.dragon-press.com/image/mypic_article/econ_pic_scale100.jpg

http://www.sanpakornsarn.com/upload/Gallery/picincome0_500.jpg

อัตราเงินเฟ้อของเศรษฐกิจไทย

http://www.stou.ac.th/Schools/Sec/Services/e-Learning2/images/02-03-02-1.jpg