เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

                                                               รายงาน

                                                   เรื่อง เศรษฐกิจระหว่างประเทศ                                         

                                                   รายวิชา เศรษฐศาสตร์ ส 32101

 

                                                              

                                                                   โดย

                                                  นางสาววิลาวรรณ บุญสุข เลขที่ 16

               นางสาวอุมาภรณ์  สอนรัตน์ เลขที่ 39

ชั้นมัธยมศึกษาปี 5/6

 

                                 

   เสนอ

ครูประธาร วสวานนท์

โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ

 

 

 

 

 

 

2.เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจระหว่างประเทศ หมายถึง การดำเนินการติดต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประกอบด้วย การค้า การลงทุน การเงิน การรวมกลุ่มระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศต่าง ๆ

สาเหตุของการค้าระหว่างประเทศ

1. ประเทศต่าง ๆ มีความแตกต่างกันในด้านทรัพยากรธรรมชาติ

2. ประเทศต่าง ๆ มีความสามารถในการผลิตไม่เหมือนกัน

3. ประเทศต่าง ๆ มีความแตกต่างกันในด้านลักษณะทางกายภาพ เช่น สภาพดิน สภาพอากาศ และภูมิประเทศต่างกัน

ประโยชน์การค้าระหว่างประเทศ

1. เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ

2. ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ

3. เกิดการแข่งขันกันด้านคุณภาพของสินค้าและบริการ

4. เกิดความชำนาญเฉพาะอย่างในการผลิตสินค้าที่ถนัดอย่างต่อเนื่อง

นโยบายการค้าระหว่างประเทศ

1. นโยบายการค้าแบบเสรี นโยบายการค้าแบบเสรี หมายถึง นโยบายที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีการค้าระหว่างประเทศแบบไม่มีข้อจำกัด เช่น ไม่มีการตั้งกำแพงภาษีขาเข้า ไม่มีข้อจำกัดทางการค้า

2. นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน หมายถึง นโยบายการค้าที่รัฐบาลมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อจำกัดการนำเข้าและส่งออก ของสินค้า เช่น การตั้งกำแพงภาษี การกำหนดโควต้าการนำเข้าและส่งออก การสนับสนุนเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการผลิตสินค้าหลาย ๆ อย่างเพื่อใช้ภายในประเทศเอง

นโยบายการค้าของไทย

1. นโยบายทดแทนการนำเข้า เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นในการผลิตสินค้าและบริการภายในประเทศ เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ

2. นโยบายส่งเสริมการส่งออก เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการส่งออกมากที่สุดและส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

ภาวะการค้าต่างประเทศของไทย

1. การส่งออก ประเทศไทยเคยส่งออกข้าวและยางพาราเป็นสินค้าสำคัญ ปัจจุบันสินค้าที่ส่งออกสำคัญได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ,สิ่งทอ , อัญมณี , เครื่องประดับ เป็นต้น

2. การนำเข้า ประเทศไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันการนำเข้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ได้แก่สินค้าประเภททุนและวัตถุดิบ

3. ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ในการส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป อาเซียน ส่วนประเทศที่นำเข้าประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น ดุลการค้าระหว่างประเทศ ดุลการการค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าส่งออกกับมูลค่าสินค้านำเข้าของประเทศในระยะเวลา 1 ปี

ประเภทของดุลการค้า

1. ดุลการค้าเกินดุล หมายถึง มูลค่าสินค้าส่งออกมากกว่าสินค้านำเข้า

2. ดุลการค้าขาดดุล หมายถึง มูลค่าสินค้าส่งออกน้อยกว่ามูลค่าสินค้านำเข้า

3. ดุลการค้าสมดุล หมายถึง มูลค่าสินค้านำเข้าเท่ากับมูลค่าสินค้าส่งออก ดุลการชำระเงิน ดุลการชำระเงิน หมายถึง บัญชีที่แสดงรายรับและรายจ่ายเงินตราต่างประเทศภายในเวลา 1 ปี แบ่งเป็น 3 บัญชี คือ

1. บัญชีเดินสะพัด< คือ บัญชีที่แสดงรายการรับ - จ่ายเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ได้แก่ - ดุลการค้า คือ มูลค่าสินค้าเข้าและมูลค่าสินค้าออก - ดุลบริการ คือ รายรับและรายจ่ายจากค่าขนส่ง บริการ ค่าประกันภัย เป็นต้น

2. บัญชีเงินโอนและบริจาค เป็นบัญชีที่แสดงรายรับและรายจ่ายเกี่ยวกับเงินได้เปล่าของรัฐบาลและเอกชน

3. บัญชีทุนเคลื่อนย้าย เป็นบัญชีที่แสดงการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ

4. บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นบัญชีแสดงยอดสุทธิระหว่างรายรับและรายจ่ายของประเทศ

ลักษณะดุลการชำระเงิน

1. ดุลการชำระเกินดุล หมายถึง รายรับมากกว่ารายจ่าย

2. ดุลการชำระขาดดุล หมายถึง รายรับน้อยกว่ารายจ่าย

3. ดุลการชำระเงินสมดุล หมายถึง รายรับเท่ากับรายจ่าย

ความสำคัญของดุลการชำระเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศ

1. มีผลต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ คือถ้าดุลการชำระเกินดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ถ้าดุลการชำระขาดดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง

2. ทุนสำรองระหว่างประเทศ ได้แก่ ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หลักทรัพย์ที่ธนาคารกลางถือไว้ และทุนสำรอง I.M.F

การแก้ไขดุลการชำระเงินขาดดุล

1. ลดการนำสินค้า

2. ส่งเสริมให้มีสินค้าออกมากที่สุด

3. ส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ

4. ประชาชนไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

5. ประชาชนไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

6. ส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

7. รัฐบาลควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

8. กู้เงินจากต่างประเทศ

ปัญหาการค้าต่างประเทศของไทย

ปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศของไทยกับสหรัฐอเมริกา คือ การกีดกันทางการค้า โดยสหรัฐอเมริกามีมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ - ห้ามการนำเข้า - เพิ่มภาษีการนำเข้า - ตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (G.S.P) คือ สหรัฐอเมริกาให้สิทธิพิเศษในการลดหย่อนการเก็บภาษีการนำเข้าสหรัฐอเมริกาแก่ประเทศต่าง ๆ สหรัฐอเมริกาเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (G.S.P) ได้แก่

1. ให้ปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า

2. ให้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และพระราชบัญญัติสิทธิบัตร เช่น คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ และสิทธิบัตรยา ซึ่งถ้ารัฐบาลไทยไม่ปฏิบัติตามจะมีผลต่อสิทธิพิเศษทางศุลกากร (G.S.P) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง การเปรียบเทียบราคาของเงินตราประเทศหนึ่งกับเงินตราของอีกประเทศหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (I.M.F) ได้กำหนดไว้ ซึ่งจะมีผลต่อสินค้านำเข้า สินค้าส่งออก และดุลการค้าของประเทศ การลดค่าเงินบาทของไทย คือ เงินตราต่างประเทศแลกเงินไทยได้มากขึ้น เช่น1 ดอลลาร์ 27 บาท เป็น 38 บาท

ผลกระทบจากการลดค่าของเงิน

1. ราคาสินค้าไทยในต่างประเทศถูกลง

2. ราคาสินค้าต่างประเทศในไทยสูงขึ้น

3. คนต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น

4. คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศน้อยลง

5. ชาวต่างประเทศมาลงทุนในไทยมากขึ้น

6. ภาระหนี้สินของไทยกับต่างประเทศสูงขึ้นการเพิ่มค่าเงินบาท คือ เงินตราต่างประเทศแลกเงินไทยได้น้อยลง

ผลกระทบจากการเพิ่มค่าของเงิน

1. ราคาสินค้าของไทยในต่างประเทศสูงขึ้น

2. ราคาสินค้าต่างประเทศในไทยถูกลง

3. คนต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลง

4. คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น

5. คนต่างประเทศมาลงทุนในไทยน้อยลง

6. ภาระหนี้สินของไทยกับต่างประเทศลดลง

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ คือ การรวมตัวตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไปเพื่อประสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระหว่างกลุ่มเดียวกัน แบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่

1. เขตการค้าเสรี หมายถึง ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกไม่มีการเก็บภาษีนำเข้า ไม่กำหนดโควตา แต่สามารถกำหนดอัตราภาษีแก่ประเทศที่ไม่เป็นสมาชิกได้

2. สหภาพศุลกากร หมายถึง ประเทศสมาชิกเปิดการค้าเสรี แต่ประเทศนอกกลุ่มต้องตั้งกำแพงภาษีเหมือนกันหมด

3. ตลาดร่วม หมายถึง ประเทศสมาชิกทุกประเทศจะมีการเคลื่อนย้ายทุน สินค้า แรงงาน บริการ ได้โดยเสรี

4. สหภาพเศรษฐกิจ หมายถึง ประเทศสมาชิกต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ร่วมกัน

5. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบสมบูรณ์ หมายถึง การรวมตัวด้านการปกครอง เศรษฐกิจและการเมืองเหมือนกัน

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

1. องค์การค้าโลก หรือ WTO ได้พัฒนาขึ้นจากองค์การแกตต์ หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า

วัตถุประสงค์

1. เพื่อลดอุปสรรคทางด้านภาษีศุลกากรของการค้าระหว่างประเทศ

2. เป็นเครื่องมือให้ประเทศภาคีสมาชิกปฏิบัติตาม

3. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เจรจาไกล่เกลี่ยทางการค้าของประเทศภาคีสมาชิก ประเทศที่เป็นสมาชิกมีประมาณ 185 ประเทศ ประเทศไทยเป็นสมาชิกอันดับที่ 87 2. เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า (AFTA) เป็นเขตการค้าเสรีอาเซียนสำหรับปลุ่มประเทศแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ของประเทศไทย วัตถุประสงค์ เพื่อให้ประเทศสมาชิกลดอัตราภาษีสินค้าอุตสาหกรรมให้เหลือร้อยละ 0 - 5 ภายใน 15 ปี เริ่มจาก 1 มกราคม 2537 ถึง 1 มกราคม 2551 ประเทศสมาชิกประกอบด้วย อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย 3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย - แปซิฟิก หรือ เอเปค (APEC) ก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการค้าเสรีและการลงทุนในภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิก

วัตถุประสงค์

1. ส่งเสริมการเปิดการค้าเสรีและการลงทุนในภูมิภาคเอเซีย - แปซิฟิก สำหรับประเทศพัฒนาแล้วจะดำเนินการเปิดการค้าเสรีให้เสร็จในปี ค.ศ. 2010 และประเทศที่กำลังพัฒนาจะดำเนินการเปิดการค้าเสรีให้เสร็จในปี ค.ศ. 2020

2. ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประเทศสมาชิกมีทั้งหมด 18 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงค์โปร มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี ชิลี และไทย

4. สหภาพยุโรป หรือ EU เป็นการรวมตัวของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เรียกว่า สหภาพยุโรป วัตถุประสงค์ ประชาคมยุโรป 15 ประเทศได้รวมตัวเป็นตลาดเดียว เพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้ - เพื่อการเคลื่อนย้ายสินค้าของประเทศสมาชิกได้โดยเสรี - เพื่อประชากรของประเทศสมาชิกสามารถประกอบอาชีพข้ามชาติได้ เดินทางและตั้งถิ่นฐานต่างชาติได้ - มีการลงทุนในประเทศสมาชิกได้โดยเสรี - ใช้ระบบเงินสกุลเดียวกัน คือ เอกู ประเทศสมาชิกประกอบด้วย ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ลักเซมเบิร์ก เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สเปน กรีซ โปรตุเกส สวีเดน ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย

2.1) การค้าการลงระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศในเรื่องการค้า เศรษฐกิจและการ ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจะมีผลต่อรายได้ประชาชาติโดยตรง หน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ต่างมีส่วนกำหนดให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีการพัฒนาโดยการพึ่งพาต่างประเทศกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ การชำระเงินระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ความหมายของการค้าระหว่างประเทศ

การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศต่างๆ ประเทศที่ทำการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เรียกว่า "ประเทศคู่ค้า" สินค้าที่แต่ละประเทศซื้อเรียกว่า "สินค้าเข้า" (imports) และสินค้าที่แต่ละประเทศขายไปเรียกว่า "สินค้าออก" (exports) ประเทศที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เรียกว่า "ประเทศผู้นำเข้า" ส่วนประเทศที่ขายสินค้าให้ต่าง ประเทศ เรียกว่า "ประเทศผู้ส่งสินค้าออก" โดยทั่วไปแล้ว แต่ละประเทศจะมีฐานะเป็นทั้งประเทศ ผู้นำสินค้าเข้า และ ประเทศผู้สินค้าออกในเวลาเดียวกัน เพราะประเทศต่างๆ มีการผลิตสินค้า แตกต่างกัน เช่น ประเทศไทยส่ง สาเหตุที่มีการค้าระหว่างประเทศ

เหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศต่างๆในโลกทำการค้าขายกัน ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ

1. ความแตกต่างทางด้านทรัพยากรที่ใช้ผลิตในแต่ละประเทศ เนื่องมาจากความ แตกต่างในเรื่องสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ เช่น ประเทศ ไทยมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพาะปลูกมากกว่าญี่ปุ่น คูเวตมีน้ำมันมาก กว่าไทย จีนมีประชากรมากกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น ประเทศใดที่มี ทรัพยากรชนิดใดมาก ก็จะผลิตสินค้าที่ใช้ทรัพยากรชนิดนั้นๆเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าออกเพื่อแลกเปลี่ยน กับสินค้าอื่น

2. ความแตกต่างในเรื่องความชำนาญในการผลิต เนื่องจากผู้ผลิตของแต่ละประเทศ จะมีความชำนาญและเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและ บริการแตกต่างกัน บางประเทศผู้ผลิตมีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการผลิตสินค้า บางชนิด เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีความรู้ความชำนาญในการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ประเทศเนเธอร์แลนด์มีความรู้ความชำนาญในการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีความรู้ความชำนาญในการผลิตนาฬิกา ความแตกต่างของ ปัจจัยดังกล่าวนี้ผลักดันให้แต่ละประเทศเล็งเห็นประโยชน์จากการเลือกผลิตสินค้าบาง อย่างที่มีต้นทุนต่ำ มีความรู้ความชำนาญ และเลือกสั่งซื้อสินค้าแตะละประเภทที่ผู้บริโภค ในประเทศของตนต้องการแต่ไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตได้ในต้นทุนที่สูงเกินไป และปัจจัยเหล่านี้ก้อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ

การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากประเทศต่าง ๆ ผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนไม่เท่ากัน ประเทศที่สามารถผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ประเทศนั้นจะเป็นผู้ผลิตและส่งสินค้าไปขายที่อื่น ๆ เหตุที่ประเทศต่าง ๆ ผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่างกันเพราะว่า มีความแตกต่างในปริมาณและทรัพยากร กล่าวคือ บางประเทศมีแร่ธาตุมาก บางประเทศเป็นแหล่งน้ำมัน บางประเทศมีป่าไม้มาก เป็นต้น ประกอบกับความแตกต่างของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ส่งผลให้สินค้าบางชนิดสามารถผลิตได้ในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น ยางพาราส่วนมากผลิตในประเทศมาเลเซีย และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก กาแฟส่วนมากมาจากบราซิล เป็นต้น ประเทศที่มีทรัพยากรการผลิตชนิดใดมาก จะได้เปรียบในการผลิตสินค้าซึ่งต้องใช้ทรัพยากรชนิดนั้นเป็นปัจจัยการผลิต เพราะราคาของปัจจัยการผลิตชนิดนั้นจะต่ำ เนื่องจากมีมากเมื่อเทียบกับความต้องการซึ่งมีผลให้ต้นทุนการผลิตตลอดจนราคาขายต่ำไปด้วย ประเทศจึงควรผลิตสินค้าดังกล่าวเพื่อส่งออกและนำเข้าสินค้าที่ขาดแคลน หรือสินค้าที่มีราคาสูงโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศไทยมีที่ดินมากและสภาพภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ดังนั้นไทยควรจะผลิตข้าวหรือสินค้าทางการเกษตรอย่างอื่นเป็นสินค้าส่งออกเพราะต้นทุนต่ำกว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ควรผลิตสินค้าประเภททุน เช่น เครื่องจักรเครื่องมือ รถยนต์ เนื่องจากมีที่ดินน้อย แต่มีปัจจัยทุนมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าในญี่ปุ่นต่ำกว่าไทย จึงปรากฏว่า ญี่ปุ่นต้องซื้อข้าวจากไทยและไทยต้องซื้อเครื่องจักรเครื่องมือจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามความมากน้อยของทรัพยากรตลอดจนปัจจัยการผลิตที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวมิใช่เป็นสิ่งที่กำหนดต้นทุนให้ต่ำกว่าประเทศอื่นเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความชำนาญของประชากรระดับเทคโนโลยี เป็นต้น จริงอยู่ ไทยและฟิลิปปินส์ต่างก็เป็นประเทศที่มีแรงงานเป็นจำนวนมากและค่าจ้างค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ แต่มิได้หมายความว่าไทยและฟิลิปปินส์จะมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเท่ากับญี่ปุ่นหรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะว่า คุณภาพของประชากรในการผลิต ตลอดจนความเจริญทางเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตนาฬิกาของญี่ปุ่นหรือ สวิตเซอร์แลนด์ ต่ำกว่าไทย จึงปรากฏว่า ไทยต้องซื้อนาฬิกาจากประเทศเหล่านี้ นั่นหมายถึงว่านอกจากปริมาณของทรัพยากรแล้ว ประสิทธิภาพการผลิตหรือความชำนาญของปัจจัยก็เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดต้นทุนการผลิตสินค้า ความแตกต่างดังกล่าวข้างต้น คือ ความแตกต่างในปริมาณและชนิดของทรัพยากร สภาพภูมิอากาศและความชำนาญในการผลิตประกอบกับความไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทุกชนิดที่ต้องการได้เองภายในประเทศ จึงมีความต้องการแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่างที่ผลิตได้กับสินค้าที่ต้องการแต่ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ หรือผลิตได้คุณภาพก็ไม่ดีพอการค้าระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นมาโดยมีหลักการสำคัญคือ ประเทศจะผลิตสินค้าที่ตนเองขาดแคลนหรือผลิตได้แต่ต้องใช้ต้นทุนสูงจากต่างประเทศการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามหลักการแบ่งงานกันทำย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเราสามารถพิจารณาจากการค้าขายของบุคคลภายในประเทศ นั่นคือ พ่อบ้านจะไม่ยอมตัดเสื้อเพื่อสวมใส่เอง ถ้าหากเขาสามารถซื้อเสื้อผ้าจากท้องตลาดในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่เขาผลิตเอง ในทำนองเดียวกัน ช่างตัดเสื้อย่อมไม่พยายามทำรองเท้าใช้เองแต่จะซื้อรองเท้าใช้จากช่างทำรองเท้า ชาวนาย่อมไม่ตัดเสื้อหรือตัดรองเท้าโดยเขาจะจ้างช่างตัดเสื้อหรือจ้างช่างตัดรองเท้าเมื่อเขาเห็นว่า ราคาที่เขาจ่ายไปต่ำกว่าต้นทุนที่เขาต้องจ่าย เป็นต้น ทุกคนควรจะผลิตสินค้าที่ตัวเองมีความถนัดและชำนาญและนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ตนเองต้องการ จะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือราคาที่ต่ำลง ดังนั้นประเทศก็เช่นเดียวกับบุคคล โดยที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้น ถ้าหากประเทศสามารถซื้อสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ในราคาต่ำกว่าต้นทุนที่ผลิตได้ภายในประเทศ ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Theory) ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศพยายามอธิบายถึงชนิดของสินค้าที่ซื้อขาย และประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ 1. ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ อดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกในปลายศตวรรษที่ 18 ได้เสนอทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำตามความถนัดมาใช้ เขาเห็นว่าการค้าระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศคู่ค้าเมื่อแต่ละประเทศยึดหลักในเรื่องการแบ่งงานกันทำ หมายความว่า ประเทศใดที่ถนัดในการผลิตสินค้าอย่างใด ก็ควรผลิตสินค้าอย่างนั้นนำมาแลกเปลี่ยนกันจะส่งผลให้เพิ่มความมั่งคั่งในรูปของผลผลิตหรือรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น

สาระสำคัญของทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ คือ ประเทศหนึ่งจะได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ ถ้าประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งได้มากกว่าอีกประเทศหนึ่งด้วยปัจจัยการผลิตจำนวนเท่ากันหรือผลิตได้จำนวนเท่ากันได้โดยการใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า ดังนั้นประเทศควรทำการผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบโดยสัมบูรณ์เพื่อการส่งออกแล้วซื้อสินค้าที่ตนเสียเปรียบโดยสัมบูรณ์เป็นสินค้าเข้า

2. ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของ เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์สมัยคลาสสิกได้พัฒนาทฤษฎีต่อจากทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของ อดัม สมิธ โดยเขาไม่เห็นด้วยกับ สมิธ ในประเด็นต่อไปนี้คือ - ประเทศคู่ค้าที่ผลิตสินค้าและส่งออกนั้นควรจะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบ โดยสัมบูรณ์ได้เสมอไป - ประเทศสามารถผลิตสินค้าและส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีความได้เปรียบ โดยสัมบูรณ์ได้ ถ้าประเทศนั้นมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า - ประเทศที่มีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของประเทศคู่ค้าในทุกกรณีของการผลิต สินค้า ก็มิได้หมายความว่า ประเทศนั้นสมควรผลิตสินค้าเสียทุกอย่าง หากแต่สมควรที่จะเลือกผลิตสินค้าส่งออกชนิดที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากกว่า - ในทางปฏิบัติ การค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้น แม้ว่าประเทศหนึ่งมีความ ได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ (เสียเปรียบโดยสัมบูรณ์) เหนืออีกประเทศหนึ่งและประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้นในรูปผลผลิตรวมที่เพิ่มขึ้น ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิค (Classic Theory) ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยของคลาสสิคนี้จะถือว่า แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการกำหนดมูลค่าของสินค้า ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยเด็ดขาดและทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ซึ่งทั้งสองทฤษฎีจะทำการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตของแต่ละประเทศ และเลือกผลิตในสินค้าที่ประเทศของตนมีความได้เปรียบในการผลิตมากกว่า หรือประเทศจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนถนัดโดยเปรียบเทียบระหว่างกัน

การแลกเปลี่ยนจะมีขอบเขตอยู่ระหว่างปริมาณสินค้าที่ผลิตได้ โดยเปรียบเทียบของประเทศทั้งสอง ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยนีโอคลาสสิค (Neo-classic Theory) ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยนีโอคลาสสิค ได้นำทฤษฎีในสมัยคลาสสิคมาปรับปรุงแก้ไข ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการค้าแบบต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) โดยต้นทุนค่าเสียโอกาสจะถูกนำมาเป็นหลักในการพิจารณาเนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิตสินค้าในแต่ละประเทศสามารถวัดได้จากมูลค่าสูงสุดของสินค้าอื่นที่ประเทศนั้นไม่ได้ผลิต ดังนั้น ประเทศจะได้รับประโยชน์ที่สามารถระบายสินค้าที่ผลิตได้มากและซื้อสินค้าที่ตนผลิตได้ไม่พอกับการบริโภคเข้าประเทศ และทฤษฎีการค้าที่พิจารณาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แนวคิดเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต ซึ่งในประเทศต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามปริมาณทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่ (Modern Theory) นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาและแก้ไขปรับปรุงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิคโดยเพิ่มข้อสมมุติฐานในการพิจารณาคือ มีปัจจัยการผลิตหลายชนิด การทดแทนกันของปัจจัยไม่สมบูรณ์ การโยกย้ายปัจจัยการผลิตจะเกิดต้นทุนเพิ่ม และมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เกิดขึ้น

การโยกย้ายปัจจัยการผลิตแยกได้ 3 ลักษณะ คือ

ต้นทุนคงที่

ต้นทุนเพิ่มขึ้น

ต้นทุนลดลง

ประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศ การดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศโดยเสรี นอกจากจะก่อให้เกิดผลผลิตหรือรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศคู่ค้าที่สำคัญอย่างน้อย 6 ประการ ด้วยกันได้แก่

1. ผลต่อแบบแผนการบริโภค และราคาของสินค้า เนื่องจากการค้าขายระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนสินค้าที่อุปโภคและบริโภคมีเพิ่มมากขึ้นความเป็นอยู่ของผู้บริโภคจะดีขึ้น ทั้งนี้ประเทศต่าง ๆ จะพากับผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบมากขึ้น และหันไปซื้อสินค้าที่ตนเสียเปรียบทางการผลิตจากประเทศอื่นมากขึ้น ทำให้อุปทานของสินค้าเพิ่มมากขึ้นส่งผลในระดับราคาสินค้านั้นมีแนวโน้มต่ำลง

2. ผลต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การค้าระหว่างประเทศนอกจากจะทำให้ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ยังทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้นเพราะ มีการแข่งขันในด้านการผลิตมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเข้มงวดในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเนื่องจากต้องเผชิญกับคู่แข่งขัน ทำให้ต้องพัฒนาการผลิตโดยการใช้เทคนิคและวิทยาการให้ก้าวหน้าและทันสมัย เรามักจะได้ยินเสมอว่า สินค้าประเภทอุตสาหกรรมที่ผลิตในบางประเภท มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ราคาต่ำ คุณภาพสูง และรูปร่างลักษณะสวยงามทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอันมาก เช่น วิทยุ โทรทัศน์และวิดีโอ ของญี่ปุ่น เป็นต้น และนับวันสินค้าเหล่านี้เป็นที่ต้องการของประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ประเทศที่นำเข้าทั้งหลายสามารถควบคุมมาตรการการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตเพื่อตอบสนองภายในประเทศ เพราะว่าการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าเนื่องจากผู้ผลิตสินค้าจะอยู่กระจัดกระจายทั่วไป

3. ผลต่อความชำนาญเฉพาะอย่าง การค้าระหว่างประเทศทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่สูงกว่าเพื่อส่งเป็นสินค้าออกมากขึ้นแต่เนื่องจากปัจจัยการผลิตมีจำนวนจำกัด ฉะนั้นจึงต้องดึงปัจจัยการผลิตจากการผลิตสินค้าชนิดอื่น ซึ่งบัดนี้ผลิตน้อยลง เพราะมีความเสียเปรียบโดยเปรียบเทียบ (comparative disadvantage) เช่น ไทยดึงปัจจัยการผลิตจากการผลิตผ้า มาผลิตข้าวส่วนญี่ปุ่นก็จะดึงปัจจัยการผลิตจากข้าวมาผลิตผ้าแทน เพราะฉะนั้น ปัจจัยการผลิตจะมีความชำนาญเฉพาะอย่างมากขึ้น เกิดการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) เป็นผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลง

4. ผลต่อการเรียนรู้ในด้านเทคโนโลยีการบริหารและการจัดการ การค้าระหว่างประเทศทำให้สามารถเรียนรู้ท่งด้านเทคนิคการผลิต โดยการนำเอาเทคนิคการผลิตหรือวิธีการผลิตที่เหมาะสมและทันสมัยมาใช้ในการผลิตสินค้าภายในประเทศเช่น เทคนิคหรือวิธีการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมซึ่งถือว่าเป็นลักษณะของการเลียนแบบระหว่างประเทศซึ่งวิธีการนี้ประเทศญี่ปุ่นในอดีต ได้นำไปใช้และได้ผลมาแล้วโดยได้เลียนแบบเทคนิคและวิธีการผลิตของอังกฤษ และประเทศชั้นนำในยุโรปโดยการนำส่งไหมดิบออกไปขายแลกกับการนำเขาสินค้าประเภททุนและเครื่องจักรส่งผลให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วได้ในที่สุด ในขณะเดียวกันการค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ได้เรียนรู้และนำเอาเทคนิคทางด้านการจัดการ หรือเทคนิคทางด้านการบริหาร จากประเทศที่ก้าวหน้าหรือพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นประเทศต่าง ๆ จึงนิยมเปิดการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ การปิดประเทศไม่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศนั้นจะทำให้ประเทศนั้น ไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้เทคนิคดังกล่าว การเปิดประเทศติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ก็ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผลดังกล่าวแล้ว

5. ผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่าการค้าระหว่างประเทศเป็นตัวจักรที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาโดยผ่านกระบวนการส่งออกเพราะว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีฐานะยากจน ตลาดภายในประเทศแคบ จึงเป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเนื่องจากประชากรมีระดับรายได้สูง ตลาดภายในประเทศกว้างขวางตลอดจนการคมนาคมสะดวกสบาย มีผลให้ความต้องการในซื้อสินค้าและบริการจากประเทศกำลังพัฒนาสูงขึ้น เพราะฉะนั้นการพึงพาอาศัยตลาดต่างประเทศจึงเป็นทางออกที่สำคัญในระยะเริ่มแรกของการพัฒนาประเทศในขณะเดียวกัน ผลจากการที่มีรายได้จากการส่งออกมากขึ้น ย่อมทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีเงินตราต่างประเทศเพื่อที่จะนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร เพื่อนำมาใช้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดังกล่าว ย่อมใช้เงินทุนเป็นจำนวนมหาศาลเกินกว่าความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาจะหามาได้ในระยะเวลาอันสั้น

6. ผลต่อรายได้และการจ้างงาน การส่งออกเพิ่มขึ้นย่อมมีผลให้รายได้และการจ้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้น หรือเป็นการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศนั่นเองการเพิ่มขึ้นของการส่งออก จะทำให้ประเทศได้รับรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการในต่างประเทศ ซึ่งมีผลให้กระแสหมุนเวียนของรายได้ในระบบเศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตจะเพิ่มการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริโภคของผู้ผลิตก็จะตกไปเป็นรายได้ของบุคคลกลุ่มอื่น ๆ ต่อไปกระบวนการเช่นนี้จะดำเนินไปเรื่อย ๆ และเมื่อรวมรายได้ของบุคคลที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จะเห็นว่ารายได้ประชาชาติก็จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนสูงกว่ารายรับจาการส่งออกในครั้งแรกเป็นหลายเท่า และผลจาการเพิ่มของรายได้ประชาชาตินี้เอง ย่อมเป็นผลทำให้มีการเพิ่มอุปสงค์ของสินค้าและบริการภายในประเทศทำให้การผลิต รายได้และการจ้างงานภายในประเทศขยายตัวมากขึ้น ผลกระทบของการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าการค้าระหว่างประเทศ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศคู่ค้าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การค้าระหว่างประเทศก็มีผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาแก่ประเทศคู่ค้าได้เหมือนกัน

ผลกระทบที่สำคัญพอจะจำแนกได้อย่างน้อย 6 ประการ ด้วยกันคือ

1. ผลต่อเสถียรภาพของราคา การค้าระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นให้ประเทศผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบโดยเปรียบเทียบไม่กี่ชนิด หรือชนิดเดียวนั้นจะเป็นผลให้รายได้ของประเทศขึ้นอยู่กับการจำหน่ายสินค้าออกเพียงไม่กี่ชนิด การผลิตและรายได้ของประเทศจึงเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ในอดีตที่ผ่านมา รายได้จากการส่งออกของไทยมาจากข้าว ยามใดที่ไทยสามารถส่งข้าวออกได้มาก เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกมีสูงจะมีผลให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง และประชาชนมีการใช้จ่ายมากจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ในกรณีตรงข้าม หากอุปสงค์จากต่างประเทศในการเสนอซื้อข้าวลดลงอย่างฮวบฮาบ ก็จะทำให้รายได้จากการจำหน่ายข้าวลดลง การใช้จ่ายในประเทศลดลง จนทำให้เกิดภาวะเงินฝืด เป็นต้น และถ้าระบบเศรษฐกิจมีการพึ่งพา การนำเข้าจากต่างประเทศในระดับสูงก็จะก่อให้เกิดปัญหาของเสถียรภาพราคาได้เช่นกัน เช่น การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างฮวบฮาบของกลุ่ม ผู้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออก (OPEC) เมื่อ พ.ศ. 2516 และ พ.ศ. 2523 ทำให้เกิดภาวะ เงินเฟ้อขึ้นทั่วโลกและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอันมาก เนื่องจากน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น ราคาสินค้าจึงต้องสูงขึ้นตาม ทำให้ระดับราคาสินค้าโดยทั่ว ๆไปสูงขึ้นได้

2. ผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่สนับสนุนให้ประเทศผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบนั้นมีผลให้หลาย ๆ ประเทศอาจต้องซื้อสินค้าเข้าประเทศเป็นมูลค่ามากกว่ามูลค่าสินค้าออก ทำให้เกิดการขาดดุลในดุลการค้าอาจจะทำให้ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขาดดุลด้วย ซึ่งจะทำให้ประเทศต้องสูญเสียทองคำ หรือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (ดังจะได้กล่าวต่อไป) สาเหตุสำคัญเนื่องจาก อัตราการค้า (term of trade) ของประเทศคู่ค้าไม่เท่ากัน ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป สินค้าส่งออกมักจะเป็นสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งระดับราคามักจะต่ำกว่าและขาดเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับราคาสินค้านำเข้า ซึ่งมักจะเป็นสินค้าจำพวกทุนและสินค้าอุตสาหกรรม ผลที่ตามมาคืออัตราการค้าของประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มลดลง นั่นคือ มูลค่าจากการส่งสินค้าออกน้อยกว่ามูลค่าของสินค้านำเข้าส่งผลให้เกิดปัญหาเสถียรภาพเศรษฐศาสตร์ต่อประเทศคือ ปัญหาดุลการค้าและดุลการชำระเงินขาดดุลในที่สุด

3. ผลต่อความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศ การที่อัตราการค้าระหว่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มลดลงนั้น ทำให้การกระจายรายได้ในระดับนานาชาติซึ่งไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้วยิ่งมีความไม่เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเป็นการโอนทรัพยากรจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาโดยกระบวนการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงินนั่นเอง ในขณะเดียวกันการหล่อหลอมรสนิยมระหว่างประเทศให้อยู่ในแบบแผนเดียวกัน ก็เป็นกลไกสำคัญอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้การกระจายรายได้ระหว่างประเทศเลวลงเพราะว่าบริษัทการค้าขนาดใหญ่ในประเทศที่ตามมาก็คือ การบริโภคสินค้าจำพวกอุปโภคและบริโภคในสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้ามามีมากขึ้น ทำให้ต้องเสียเงินตราต่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายสินค้าออกเพิ่มขึ้นน้อยกว่า

4. ผลต่อประสิทธิภาพของ นโยบายทางเศรษฐกิจยิ่งภาคการค้าระหว่างประเทศขนาดใหญ่ขึ้นเพียงใดทำให้ การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะมีประสิทธิภาพน้อยลงเท่านั้น เช่น เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศที่ผ่านกลไกของทั้งราคาสินค้าออกและราคาสินค้าเข้า นโยบายเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อจะมีความยุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วย เพราะในกรณี เช่นนี้รัฐบาลไม่เพียงแต่จะต้องเข้าใจกลไกการทำงานของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร หากทว่ายังต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วยว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้กลไกแก้ไขปัญหาดังกล่าวซับซ้อนขึ้น

5. ผลต่อรายได้และการจ้างแรงงาน ประเทศที่มีการพึ่งพาทางการค้าระหว่างประเทศในระดับที่สูง หากรายได้จากการส่งออกลดลงก็ดี หรือการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากก็ดี โดยที่ผลสุทธิของการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกย่อมส่งผลให้ รายได้และการจ้างงานของประเทศนั้นลดลง ผลจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว

6. ผลต่อปัญหาความมั่นคงของประเทศ การดำเนินนโยบายการค้าโดยเสรีที่มุ่งให้ประเทศผลิตสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบเพียงไม่กี่ชนิดหรือเพียงชนิดเดียว ส่งผลต่อปัญหาความมั่นคงของประเทศได้ง่าย เพราะถ้าหากว่าการค้าต่างประเทศต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่สำคัญ เช่น การเกิดสงคราม การขัดแย้งทางด้านการเมืองกับบางประเทศ ความยุ่งยากทางด้านการขนส่งระหว่างประเทศ เป็นต้น ย่อมส่งผลให้ประชาชนภายในประเทศเดือดร้อน เนื่องจาก การขาดแคลนสินค้าอุปโภค บริโภค ขาดแคลนวัตถุดิบ และสินค้าทุนในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นทำให้ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ยึดถือ นโยบายการค้าเสรี ตามหลักการแบ่งงานการทำระหว่างประเทศของเดวิด ริคาร์โด และนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกอย่างแท้จริง แต่ได้หันมาใช้นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือการผลิตสินค้าชนิดต่าง ๆ ขึ้นใช้เองในประเทศเพื่อมิให้เศรษฐกิจของประเทศต้องขึ้นอยู่กับการผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจนเกินไป เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นภายในประเทศ อาจยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้ รัฐจึงจำเป็นให้ความช่วยเหลือและคุ้มกันโดยใช้มาตรการที่สำคัญ คือ กำแพงภาษีสินค้าขาเข้า ( import tariffs) และโควตานำเข้า เป็นต้น

 

 

 

 

 

2.2) การเงินระหว่างประเทศ

การเงินระหว่างประเทศ เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น ก็จะมีการซื้อการขาย เป็นผลให้ต้องมีเงิน ระหว่างประเทศติดตามมา ในด้านการเงินระหว่างประเทศนี้ เป็นผลทำให้เกิดดุลการค้า และดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขึ้น ดุลการค้า (Balance of trade) ดุลการค้า หมายถึง การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่าสินค้าเข้าของประเทศในระยะเวลา 1 ปี การเปรียบเทียบจะจำกัดเฉพาะมูลค่าตามบัญชีเดินสะพัดเท่านั้น ได้แก่ รายรับซึ่งคิดจากมูลค่าของสินค้าออก ณ แหล่งผลิต ส่วนรายจ่าย คิดจากมูลค่าของสินค้านำเข้ามารวมกับค่าบริการในการนำเข้า คือค่าประกันภัยและค่าระวาง แต่ไม่รวมรายการที่เกี่ยวกับบริการด้านอื่น เช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายทางการทูต การช่วยเหลือจากต่างประเทศ การกู้ยืมจากต่างประเทศ เป็นต้น

ภาวะของดุลการค้าจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ คือ

1.1 ดุลการค้าสมดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกเท่ากับมูลค่านำเข้า สมมุติในปีหนึ่ง ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันก็มีการสั่งสินค้าเข้ามา 10,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศสมดุลเท่ากับ 10,000 ล้านบาท เป็นต้น

1.2 ดุลการค้าขาดดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกน้อยกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติในปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามามีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศขาดดุลเท่ากับ 5,000 ล้านบาท เป็นต้น

1.3 ดุลการค้าเกินดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติในปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามาเพียง 8,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศเกินดุลเท่ากับ 2,000 ล้านบาท เป็นต้น ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักมีดุลการค้าขาดดุล คือ มีมูลค่าการส่งออกน้อยกว่า มูลค่าการนำเข้าเพราะประเทศกำลังพัฒนามีความต้องการสินค้าทุน ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยีการผลิต ซึ่งมีราคาแพงเข้ามาใช้พัฒนาประเทศ แต่สินค้าออกที่ เป็นผลิตผลด้านการเกษตรมักมีราคาต่ำ จึงต้องประสบกับปัญหาดุลการค้าขาดดุลในระยะ เร่งรัดพัฒนาประเทศ ดุลการชำระเงิน (Balance of payment)

ดุลการชำระเงิน หรือ ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หมายถึง บัญชีหรือรายการที่ แสดงการรับ และการจ่ายเงินตราต่างประเทศจากการค้า การบริการ และการเงินด้านอื่นๆ ของประเทศที่เกิดจากการติดต่อกับประเทศอื่นสนระยะเวลาหนึ่ง (ปกติมีระยะเวลา 1 ปี) ดุลการชำระเงินจะแสดงรายการรายรับและรายจ่ายในการนำสินค้าเข้าประเทศและส่งสินค้าออก ไปขายต่างประเทศ และรายรับรายจ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าชนส่งและค่าประกันภัยในการนำสินค้า เข้าหรือออก เงินที่รัฐบาลกู้จากต่างประเทศ เงินต้น และดอกเบี้ยที่รัฐบาลส่งไปชำระให้ต่างประเทศ เป็นต้น

ลักษณะของดุลการชำระเงิน มี 3 ลักษณะ คือ

1. ดุลการชำระเงินสมดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศเท่ากับยอดรายจ่าย เงินตราต่างประเทศ

2. ดุลการชำระเงินขาดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศน้อยกว่ายอดรายจ่ายเงินตราต่างประเทศ

3. ดุลการชำระเงินเกิดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศมากกว่ายอด รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ ยอดรายรับและรายจ่ายเป็นรายการรับและจ่ายเงินตราต่างประเทศ ในด้านการค้า และติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เงินโอนหรือเงินช่วยเหลือ ระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น ดุลการชำระเงินนี้จะแสดงให้เห็นถึงฐานะ ทางการเงินระหว่างประเทศของประเทศ ถ้าประเทศใดมีดุลการชำระเงินขาดดุล มียอดรายจ่าย มากกว่ายอดรายรับติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้จำนวนเงินตราต่างประเทศหรือทองคำที่สะสมไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลง และถ้าลดลงมากก็อาจกระทบกระเทือน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้ ดุลการชำระเงินแตกต่างจากดุลการค้า คือ ดุลการชำระเงินบันทึกการรับจ่ายที่เกิด จากการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทุกๆ ธุรกรรม(Transaction) ในขณะที่ ดุลการค้าจะบันทึกรายการเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เพียงธุรกรรมเดียว ดังนั้นดุลการค้า จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงินเท่านั้น และหากว่าดุลการค้าไม่สมดุล ก็ไม่จำเป็นว่า ดุลการชำระเงินจะต้องไม่สมดุลตามไปด้วย ตามปกติดุลการชำระเงินจะมียอดบัญชีที่สมดุลอยู่เสมอ เพราะมีบัญชีทุนสำรอง ระหว่างประเทศใช้เป็นตัวปรับความไม่สมดุลที่เกิดจากยอดรวมสุทธิของบัญชีอื่น ถ้าผลรวม ของบัญชีอื่นมียอดขาดดุลจะส่งผลให้ยอดบัญชีทุนสำรองระหว่าง ประเทศลดลง แต่ถ้าผลรวม บัญชีอื่นมียอดเกินดุลยอดบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง ราคาของเงินตราประเทศ 1 หน่วย คิดเทียบกับเงินตราอีกสกุลหนึ่ง เช่น เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าเทียบกับเงินบาทเท่ากับ 39 บาท เป็นต้น

อัตราแลกเปลี่ยน อาจมีได้หลายอัตรา เช่น

1. อัตราทางการ ( Official Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่ทางการเงินของประเทศ เช่น ประเทศไทยเคยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทางการเอาไว้ในอัตราดอลลาร์ละ 20 บาท เป็นต้น

2. อัตราตลาด ( Market Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่กำหนดขึ้นจากอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในภาวะดุลยภาพ

3. อัตราตลาดมืด ( Black Market Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการกำหนดทางการไว้สูงกว่าอัตราตลาด **ในกรณีที่เราสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกันได้อย่างเสรี อัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสามารถอธิบายได้เป็น 2 กรณี คือ

1. ถ้าความต้องการใช้ดอลลาร์มีมากขึ้น แต่จำนวนดอลลาร์มีน้อย ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาทจะสูงขึ้น ส่วนค่าของเงินบาทจะลดลง

2. ถ้าความต้องการใช้ดอลลาร์มีน้อยลง แต่จำนวนดอลลาร์มีมาก ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาทจะต่ำลง ส่วนค่าของเงินบาทจะสูงขึ้น อุปสงค์ของเงินตราต่างประเทศ คือ ความต้องการการเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าที่เราสั่งเข้ามาก ซึ่งการที่อุปสงคาของเงินตราต่างประเทศจะมีมากหรือน้อยเพียงใด

ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการใช้จ่ายเงินในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. เพื่อนำไปชำระค่าสินค้าและบริการที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ

2. เพื่อนำไปให้ต่างประเทศกู้ยืมหรือซื้อหลักทรัพย์จากต่างประเทศ

3. เพื่อนำมากักตุนเก็งกำไร

4. เพื่อส่งออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย อุปทานของเงินตราต่างประเทศ คือ ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่เรามีอยู่ และส่วนใหญ่ได้จากการส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศซึ่งการที่อุปทานของเงินตราต่างประเทศจะมีมากหรือน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ

1. ปริมาณสินค้าและบริการที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

2. ความต้องการของนักธุรกิจต่างประเทศในอันที่จะนำเงินมาลงทุน หรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศ

3. ปริมาณเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ

1. ระบบการเงินซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรี ( Free Exchange Rate ) เป็นระบบที่อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นหรือต่ำลงได้อย่างเสรีตามสภาพอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ โดยผ่านกลไกของราคาในตลาด โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล ระบบนี้จะไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนทางการ จะมีแต่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเพียงอย่างเดียว และระบบนี้จะไม่มีกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ( Exchange Stabilization Fund : ESF ) ทั้งนี้เพราะอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรีจะมีการปรับดุลการชำระเงินให้สู่ระดับสมดุลโดยกลไกของราคาตลาด ซึ่งจะดำเนินอยู่ตลอดเวลา

** ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ไม่นิยมใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเสรี เพราะเหตุ 3 ประการ คือ

1.ทำให้ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศมีค่าน้อยมาก จะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปได้มาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ

2. เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศขึ้น มักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศในทางที่ทับทวีมากขึ้น

3. ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรีจะมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ ก่อให้เกิดการเก็งกำไรจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ อันเป็นผลให้อัตราแลกเปลี่ยนยิ่งห่างไกลจากความสมดุลมากขึ้นแทนที่จะปรับตัวได้

**ภายในระบบการเงินซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรี

ค่าแห่งเงินตราของประเทศต่าง ๆ เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศจะเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นประจำ ซึ่งมีผลเสียต่อการค้าระหว่างประเทศ และอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงขึ้นได้โดยง่าย

2. ระบบการเงินซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดให้คงที่ ( Fixed Exchange Rate ) ระบบนี้อาจจำแนกออกเป็น 2 ระบบย่อย คือ

2.1 ระบบมาตรฐานทองคำ ( Gold Standard ) เป็นระบบที่กำหนดหน่วยเงินตราไว้กับทองคำตามน้ำหนักและความบริสุทธิ์ที่กำหนดไว้โดยเงินตราของประเทศนั้น

** Mint Rate คือ อัตราแลกเปลี่ยนในระบบมาตรฐานทองคำที่ได้มาจากการเทียบค่าเงินโดยผ่านน้ำหนักของทองคำ

** อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่อยู่ในระบบมาตรฐานทองคำ จะอยู่ระหว่างจุดทองคำไหลออก ( Gold Export Point ) และจุดทองคำไหลเข้า ( Gold Import Point ) โดยจุดทองคำจะถูกกำหนดขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายในการขนส่งทองคำเข้า – ออก และอัตราแลกเปลี่ยนทางการ ตัวอย่างที่ 1 ค่าขนส่งทองคำจากสหรัฐฯ ไปอังกฤษ หรืออังกฤษไปสหรัฐฯ เท่ากับ 0.02 ดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนทางการ 1 ปอนด์ = 2.40 ดอลลาร์ - จุดทองคำไหลออก คือ 1 ปอนด์ = 2.42 ดอลลาร์ ( 2.40 + 0.02 ดอลลาร์ ) - จุดทองคำไหลเข้า คือ 1 ปอนด์ = 2.38 ดอลลาร์ ( 2.40 – 0.02 ดอลลาร์ ) ตัวอย่างที่ 2 ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทในมาตราทองคำเท่ากับ 10 บาท ต่อ 1 ปอนด์ ต่อทองคำ 10 กรัม และค่าขนส่งทองคำ 1 กรัม ระหว่างไทยและอังกฤษ มีอัตราเท่ากับ 0.2 บาท จุดทองคำไหลออกจะเท่ากับเท่าไร - จุดทองคำไหลออก = อัตราแลกเปลี่ยนทางการ + ค่าขนส่งทองคำ = 10 + ( 0.2 X 10 ) = 12 บาท

** จุดทองคำไหลออกมีค่าเท่ากับ 12 บาท ต่อ 1 ปอนด์

** ประเทศที่อยู่ในระบบมาตรฐานทองคำ เมื่อมีการสั่งสินค้าเข้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องส่งทองคำออกไปชำระค่าสินค้าที่สั่งเข้ามาก ซึ่งจะทำให้ทุนสำรองที่เป็นทองคำน้อยลง และทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนของประเทศลดลงด้วย เมื่อปริมาณเงินลดลงแล้ว หากปริมาณสินค้าในตลาดมีจำนวนเท่าเดิม จะทำให้ราคาสินค้าโดยทั่วไปลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศสามารถส่งสินค้าออกไปขายได้มากขึ้น และจะสั่งเข้าน้อยลง เพราะประชาชนจะหันมาซื้อสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมีราคาต่ำกว่ามากขึ้น

** ประเทศใดจะอยู่บนมาตรฐานทองคำได้ จะต้องอยู่ในเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ

1. ต้องกำหนดหน่วยเงินตราไว้กับทองคำที่เรียกว่า “Gold Parity” และมี ทุนสำรองเงินตราเป็นทองคำเพียงอย่างเดียว

2. ธนาคารกลางจะรับซื้อหรือขายทองคำตามอัตราทางการโดยไม่จำกัดจำนวน

3. การซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำจะต้องเป็นไปโดยเสรี ** ประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตั้งอยู่บนมาตรฐานทองคำ อาจประสบปัญหาการขาดแคลนทองคำ และถ้าราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป อัตราแลกเปลี่ยนก็จะผันแปรตามไปด้วย ประเทศที่ยึดระบบมาตรฐานทองคำจึงมักประสบปัญหาการขึ้นลงของราคาทองคำอยู่เสมอ จนกระทั่งต้องออกจากมาตรฐานทองคำและหันไปใช้ระบบมาตราปริวรรตทองคำแทน

2.2 ระบบมาตราปริวรรตทองคำ ( Gold Exchange Standard ) เป็นระบบที่ประเทศต่าง ๆ เคยนิยมใช้ ประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบนี้จะต้องเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( International Monetary Fund : IMF และต้องกำหนดเงินตราของตน 1 หน่วย ให้มีค่าเทียบกับทองคำจำนวนหนึ่ง หรือกำหนดค่าเงินตราของตนเทียบเท่ากับเงินตราสกุลที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ เช่น - 1 ดอลลาร์ เทียบทองคำบริสุทธิ์ไว้หนัก 0.736662 กรัม - 1 บาท เทียบทองคำบริสุทธิ์ไว้หนัก 0.038331 กรัม

** ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยนโดยผ่านทองคำจะเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ต่อ 20 บาท เรียกว่า “ค่าเสมอภาค” ( Par Value ) ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่กำหนดไว้ตายตัวโดย IMF และประเทศสมาชิกจะต้องตั้งกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ( ESF ) ขึ้น เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดให้อยู่ในช่วง Support Point ซึ่งถูกกำหนดไว้ให้สูงกว่าค่าเสมอภาคได้ไม่เกิน + 2.25 เปอร์เซ็นต์ ดังนี้ - Upper Support Point คือ 1 ดอลลาร์ : 20 + (2.25 X 20) = 20.45 บาท - Lower Support Point คือ 1 ดอลลาร์ : 20 – (2.25 X 20) = 19.55 บาท - ถ้าอุปสงค์ในดอลลาร์มีมากกว่าปริมาณดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนจะสูง ESF จะต้องขายดอลลาร์ออกไป - ถ้าอุปสงค์ในดอลลาร์มีน้อยกว่าปริมาณดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนจะต่ำ ESF จะต้องซื้อดอลลาร์มาเก็บไว้

** ถ้าเกิดกรณีอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดห่างจากอัตราแลกเปลี่ยนทางการมากเกินไปจน ESF แก้ไขไม่ได้ ประเทศสมาชิกอาจต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนแปลงค่าเสมอภาค หรืออาจเพิ่มหรือลดค่าของเงินตรา

** การลดค่าของเงินตรา ( Devaluation ) เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าเสมอภาคโดยรัฐ-บาล ทำให้ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกได้ 1 ดอลลาร์เท่าเดิม เช่น เดิมรัฐบาลประกาศอัตราแลกเปลี่ยนทางการไว้ 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ต่อมาประกาศลดค่าลดเหลือ 27 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ เป็นต้น

** การเพิ่มค่าของเงินตรา ( Revaluation ) เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าเสมอภาคโดยรัฐ-บาลทำให้ต้องใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อแลกได้ 1 ดอลลาร์เท่าเดิม เช่น เดิมอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ต่อมารัฐบาลประกาศเพิ่มค่าเงินบาทเป็น 23 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ เป็นต้น

** การเสื่อมค่าของเงิน ( Depreciation ) หมายถึง การที่เงินตราสกุลนั้นเมื่อคิดเทียบกับเงินสกุลอื่นแล้วมีราคาลดลง ทั้งนี้เกิดจากอุปสงค์และอุปทานของเงินตราเปลี่ยนแปลงไป

** การเพิ่มค่าของเงิน ( Appreciation ) หมายถึง การที่เงินตราสกุลนั้นเมื่อคิดเทียบกับเงินสกุลอื่นแล้วมีราคาสูงขึ้น เช่น เงินดอลลาร์มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท แสดงว่า เงินดอลลาร์หนึ่ง ๆ จะแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น 3. ระบบการเงินซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนถูกควบคุม ( Exchange Control ) เป็นระบบที่รัฐบาลใช้อำนาจผูกขาดควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศจะตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดขึ้น

วัตถุประสงค์ของการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พอสรุปได้ดังนี้

1. เพื่อจำกัดการนำเงินทุนเข้าประเทศหรือการส่งเงินทุนออก

2. เพื่อรักษาค่าภายนอกของเงินตราของประเทศให้มีเสถียรภาพ

3. เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราที่เป็นทองคำของประเทศและทรัพย์สินต่าง ประเทศไว้

4. เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อถือในความมั่นคงของเงินตรา

5. เพื่อสงวนเงินตราต่างประเทศเอาไว้ใช้ในภาระจำเป็น

6. เพื่อต้องการเงินตราต่างประเทศเอาไว้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย หลักทรัพย์ซึ่งพลเมืองในประเทศอื่นถือไว้

** ผลเสียที่สำคัญของการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนก็คือ มักจะทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องรักษาดุลการค้าแบบทวิภาค ซึ่งนับว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎของ Comparative Advantage โดยระบบการค้าแบบทวิภาคจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิตลดน้อยลง

** ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบเสรีหรือแบบลอยตัว ( Floating Exchange Rate ) อย่างมีการจัดการ กล่าวคือ สามารถเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทได้บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทลดต่ำลงจากเดิมอย่างมาก เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น ก็จะมีการซื้อการขาย เป็นผลให้ต้องมีเงิน ระหว่างประเทศติดตามมาในด้านการเงินระหว่างประเทศนี้เป็นผลทำให้เกิดดุลการค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขึ้น ดุลการค้า (Balance of trade) ดุลการค้า หมายถึง การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่า สินค้าเข้าของประเทศในระยะเวลา 1 ปี การเปรียบเทียบจะจำกัดเฉพาะมูลค่าตามบัญชี เดินสะพัดเท่านั้น ได้แก่ รายรับซึ่งคิดจากมูลค่าของสินค้าออก ณ แหล่งผลิต ส่วนรายจ่าย คิดจากมูลค่าของสินค้านำเข้ามารวมกับค่าบริการในการนำเข้า คือค่าประกันภัยและค่าระวาง แต่ไม่รวมรายการที่เกี่ยวกับบริการด้านอื่น เช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการ ศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายทางการทูต การช่วยเหลือ จากต่างประเทศ การกู้ยืมจากต่างประเทศ เป็นต้น

ภาวะของดุลการค้าจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ คือ

1.1 ดุลการค้าสมดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกเท่ากับมูลค่านำเข้า สมมุติในปีหนึ่ง ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันก็มีการสั่งสินค้าเข้ามา 10,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศสมดุลเท่ากับ 10,000 ล้านบาท เป็นต้น

1.2 ดุลการค้าขาดดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกน้อยกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติใน ปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามามีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศขาดดุลเท่ากับ 5,000 ล้านบาท เป็นต้น 1.2 ดุลการค้าเกินดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติใน ปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามาเพียง 8,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศเกินดุลเท่ากับ 2,000 ล้านบาท เป็นต้น ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักมีดุลการค้าขาดดุล คือ มีมูลค่าการส่งออกน้อยกว่า มูลค่าการนำเข้าเพราะประเทศกำลังพัฒนามีความต้องการสินค้าทุน ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยีการผลิต ซึ่งมีราคาแพงเข้ามาใช้พัฒนาประเทศ แต่สินค้าออกที่ เป็นผลิตผลด้านการเกษตรมักมีราคาต่ำ จึงต้องประสบกับปัญหาดุลการค้าขาดดุลในระยะ เร่งรัดพัฒนาประเทศ ดุลการชำระเงิน (balance of payment) ดุลการชำระเงิน หรือ ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หมายถึง บัญชีหรือรายการที่ แสดงการรับ และการจ่ายเงินตราต่างประเทศจากการค้า การบริการ และการเงินด้านอื่นๆ ของประเทศที่เกิดจากการติดต่อกับประเทศอื่นสนระยะเวลาหนึ่ง (ปกติมีระยะเวลา 1 ปี) ดุลการชำระเงินจะแสดงรายการรายรับและรายจ่ายในการนำสินค้าเข้าประเทศและส่งสินค้าออก ไปขายต่างประเทศ และรายรับรายจ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าชนส่งและค่าประกันภัยในการนำสินค้า เข้าหรือออก เงินที่รัฐบาลกู้จากต่างประเทศ เงินต้น และดอกเบี้ยที่รัฐบาลส่งไปชำระให้ต่าง ประเทศ เป็นต้น

ลักษณะของดุลการชำระเงิน มี 3 ลักษณะ คือ

1. ดุลการชำระเงินสมดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศเท่ากับยอดรายจ่าย เงินตราต่างประเทศ

2. ดุลการชำระเงินขาดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศน้อยกว่ายอด รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ

3. ดุลการชำระเงินเกิดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศมากกว่ายอด รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ ยอดรายรับและรายจ่ายเป็นรายการรับและจ่ายเงินตราต่างประเทศ ในด้านการค้า และติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เงินโอนหรือเงินช่วยเหลือ ระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น ดุลการชำระเงินนี้จะแสดงให้เห็นถึงฐานะ ทางการเงินระหว่างประเทศของประเทศ ถ้าประเทศใดมีดุลการชำระเงินขาดดุล มียอดรายจ่าย มากกว่ายอดรายรับติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้จำนวนเงินตราต่างประเทศหรือทองคำที่ สะสมไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลง และถ้าลดลงมากก็อาจกระทบกระเทือน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้ ดุลการชำระเงินแตกต่างจากดุลการค้า คือ ดุลการชำระเงินบันทึกการรับจ่ายที่เกิดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทุกๆ ธุรกรรม (transaction) ในขณะที่ ด จากการแลกเปลี่ยนดุลการค้าจะบันทึกรายการเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เพียงธุรกรรมเดียว ดังนั้นดุลการค้า จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงินเท่านั้น และหากว่าดุลการค้าไม่สมดุล ก็ไม่จำเป็นว่า ดุลการชำระเงินจะต้องไม่สมดุลตามไปด้วย ตามปกติดุลการชำระเงินจะมียอดบัญชีที่สมดุลอยู่เสมอ เพราะมีบัญชีทุนสำรอง ระหว่างประเทศใช้เป็นตัวปรับความไม่สมดุลที่เกิดจากยอดรวมสุทธ ิของบัญชีอื่น ถ้าผลรวม ของบัญชีอื่นมียอดขาดดุลจะส่งผลให้ยอดบัญชีทุนสำรองระหว่าง ประเทศลดลง แต่ถ้าผลรวม บัญชีอื่นมียอดเกินดุลยอดบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะเพิ่ม

                                

 

 

 

               2.3) การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัตน์

เศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัฒน์ ในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มที่โดยจะเห็นได้จากการที่มีการเพิ่มขึ้นของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก จากการที่มีการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศให้ลดน้อยลงไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราภาษีศุลกากรหรือการยกเลิกมาตรการโควตาการนำเข้าต่างๆตามกฎขององค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องการจัดการการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างเสรีและให้ความเท่าเทียมกันแก่ประเทศสมาชิกทุกประเทศ อีกทั้งเทคโนโลยีในการขนส่งได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ ทำให้สามรถประหยัดเวลาและต้นทุนทั้งในด้านการขนส่งสินค้าและทางด้านการเดินทางระหว่างประเทศ

การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็วจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้สามารถรับทราบข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์สำคัญต่างๆที่ได้เกิดขึ้นในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถส่งผ่านข้อมูลต่างๆข้ามพรมแดนประเทศได้อย่างสะดวกใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้การเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้ใหม่ๆสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศน และการสื่อสาร โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในยุคโลกาภิวัฒน์นี้โลกเสมือนได้ย่อขนาดของตัวเองให้เล็กลงจากการที่มนุษย์สามารถเดินทางหรือติดต่อสื่อสาร รับส่งข้อมูล และทำการค้าระหว่างกันจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

การก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์นั้นเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการใช้นโยบายการค้าเสรีของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำเข้ามาช่วยในอุตสาหกรรมการทอผ้าและการเปิดเสรีทางการค้าทำให้อังกฤษสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้โดยปราศจากภาษีทำให้มีต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ต่ำจึงสามารถผลิตสินค้าออกไปจำหน่ายในตลาดโลกได้ในราคาที่ถูกกว่าประเทศอื่น จึงส่งผลให้ประเทศอื่นเริ่มมีการคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆเพื่อช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและส่งเสริมให้การค้าระหว่างประเทศเป็นระบบการค้าเสรีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างประเทศซึ่งจะทำให้แต่ละประเทศเลือกที่จะผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์(Comparative Advantage) ตามทฤษฎีของริคาร์โด ซึ่งจะเป็นการช่วยให้มีการผลิตสินค้าในระบบเศรษฐกิจของโลกเพิ่มมากขึ้นจากการที่แต่ละประเทศผลิตสินค้าที่ตนเองมีความถนัด ภายหลังจากการปฏิวัติอุสาหกรรมทำให้สามารถผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นจึงมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการขนส่งขึ้น เพื่อให้สามรถขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตและประหยัดเวลาในการขนส่งเพื่อหาตลาดในประเทศใหม่ที่อยู่ห่างไกลออกไปในการจำหน่ายสินค้าที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น การใช้เรือเดินสมุทรขนส่งสินค้าข้ามทวีป การสร้างทางรถไฟในการขนส่งสินค้า เมื่อมีความก้าวหน้าทางด้านการขนส่งแล้วจึงมีการพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสาร มีการใช้เทคโนโลยีในในการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาเชื่อมโลกโดยเริ่มจากการใช้การส่งโทรเลข การใช้โทรศัพท์พื้นฐาน และเปลี่ยนมาใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการเข้ามาของระบบอินเตอร์เน็ทที่สามรถเชื่อมโยงข้อมูลในทุกมุมโลกเข้าไว้ได้ด้วยกัน ส่งผลให้การส่งผ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆในโลกยุคโลกาภิวัฒน์สามารถทำได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าจะอยู่ห่างกันคนละประเทศหรือคนละทวีป จากการที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในการขนส่งและการสื่อสารและการลดอุปสรรคทางด้านการค้าและการลงทุน ก่อให้เกิดการแข่งขันกันในด้านการผลิตและเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนและปัจจัยในการผลิตได้อย่างเสรี เนื่องจากมีการแข่งขันกันในด้านการผลิตสินค้าดังนั้นจึงต้องมีการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังแหล่งที่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ อาทิต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ต่ำหรือมีทรัพยากรในการผลิตที่มีปริมาณมาก โดยเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอย่างเสรี อีกทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีในการผลิตสามารถทำได้ง่าย ดังนั้นการตั้งบริษัทลูกขึ้นต่างประเทศจึงสามารถทำได้ง่ายและใช้เทคโนโลยีในการผลิตจากบริษัทแม่ได้จากการทีการส่งผ่านข้อมูลสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วจากการส่งผ่านข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตที่จะสามารถแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้ ดังนั้นเราจึงสามารถสรุปถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดโลกยุคโลกาภิวัฒน์ขึ้นมาได้ดังนี้คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการขนส่งและการสื่อสารส่งผลให้ต้นทุนในการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกรรมข้ามประเทศมีต้นทุนที่ลดน้อยลง มีการลดอุปสรรคทางกาค้าระหว่างประเทศลงตามหลักการขององค์การการค้าโลกทั้งอุปสรรคทางด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้นั้นได้เป็นตัวกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่ง เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันทั่วทุกมุมโลก เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แล้วดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้คือรัฐบาลจะต้องเข้ามาพัฒนาปัจจัยพื้นฐานต่างๆไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา การคมนาคมขนส่ง เพื่อรองรับและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และควรจะลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ว่าจะเป็นทางด้านการให้การศึกษาอย่างทั่วถึง การให้บริการทางสาธารณสุข และการส่งเสริมในด้านการวิจัยเพื่อการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการผลิต นอกเหนือจากการที่รัฐบาลนั้นจะต้องให้การสนับสนุนทางด้านการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการลงทุนเพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลภายในประเทศแล้วนั้น

รัฐบาลควรที่จะมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัฒน์ มาตรการแปรรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นอาจจะทำได้ดังนี้คือ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก หรือการเจราจาเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยเร่งรัดในการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศลง เป็นการกระตุ้นในเกิดการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้มีการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เพื่อที่จะนำไปสู่การแข่งขันในการผลิตสินค้าและบริการขึ้นในประเทศ ทำให้เกิดการคิดค้นและวิวัฒนาการสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการผลิตใหม่ๆเพื่อเข้ามาช่วยในการผลิตให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น หรือคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานที่รัฐตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยปราศจากคู่แข่งทำให้ไม่เกิดการแข่งขันขึ้น ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการผลิตและการให้บริการ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการผูกขาดขึ้นในตลาด อีกทั้งการที่เป็นองค์กรที่มีรัฐเข้ามาดูแลทำให้การบริหารงานนั้นเชื่องช้า ดังนั้นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจควรจะได้รับการแปรรูปเพื่อให้มีการบริหารงานที่คล่องตัวในรูปแบบเอกชน และเปิดให้มีการแข่งขันโดยให้เอกชนรายอื่นๆได้เข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้น ยกเลิกระบบการผูกขาดในรูปแบบการให้สัมปทาน ตัวอย่างรัฐวิสาหกิจที่ควรได้รับการแปรรูปของไทยก็คือกิจการรถไฟไทย

เนื่องจากรถไฟเป็นการขนส่งทางบกระบบรางที่สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณที่มากและใช้เวลาในการขนส่งรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการประหยัดพลังงานในสภาวะที่โลกต้องประสบกับปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นกลับเป็นองค์กรที่ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน มีการดำเนินงานที่ขาดทุนมาตลอด ขาดการพัฒนาองค์กรตัวอย่างเช่นยังใช้ระบบรถไฟรางเดียวมาตั้งแต่เริ่มกิจการครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้ปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการที่ไม่มีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันทำให้ไม่ต้องพัฒนาองค์กรเพื่อแข่งขันกับผู้อื่น อีกทั้งหากมีการขาดทุนองค์กรก็ยังคงอยู่ได้เนื่องจากการที่มีรัฐเข้ามาดูแลให้การสนับสนุน ดังนั้นจึงจะต้องเร่งเข้ามาแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อที่จะสามารถใช้ในการให้บริการด้านการคมนาคมขนส่งระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม การยกระดับการผลิตภายในประเทศไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น โดยการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีหนาแน่นเช่นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีความรู้หนาแน่น เน้นให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัยเพื่อคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาและใช้ในอุตสาหกรรม และควรมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาออกมาเพื่อคุ้มครองไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากหากว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์กันมากจะทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นจะเสียประโยชน์ส่งผลให้ไม่มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา

การเปิดเสรีทางการเงินก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อตอบรับกระแสโลกาภิวัฒน์เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนภาคเอกชนได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างหลากหลายทั้งสถาบันการเงินภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างสถาบันการเงินในการให้บริการทางการเงินเพิ่มมากขึ้น และเป็นแรงกระตุ้นให้สถาบันการเงินต่างๆเหล่านี้คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆออกมาเพื่อเอานวยความสะดวกทางด้านธุรกรรมทางการเงินอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการผูกขาดในระบบสถาบันการเงินของไทย แต่รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ควรที่จะมีมาตรการที่คอยดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด ควบคุมการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงทางการเงินที่สูงมากเกินไปเพื่อป้องกันไม่ใช้เกิดการล้มละลายของสถาบันการเงินอันจะนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินขึ้นมาได้ นอกเหนือไปจากการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของรัฐบาลดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น

รัฐบาลควรที่จะมีการปฏิรูปการดำเนินนโยบายการคลังอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายการคลังแบบสมดุล ภาครัฐไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวในระบบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากจะเป็นการเข้าไปแย่งทรัพยากรในการผลิตสินค้าจากภาคเอกชน รัฐมีหน้าที่เพียงการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการออกกฎเกณฑ์ต่างๆในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างแท้ จริงไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ การปฏิรูประบบภาษีจากปัจจุบันที่มีฐานภาษีที่แคบดังนั้นจึงมีการเก็บภาษีได้จากคนบางกลุ่มเท่านั้นทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูง หากมีการขยายฐานภาษีออกไปได้กว้างจะทำให้มีการเก็บภาษีได้มากและลดอัตราการเสียภาษีที่สูงให้น้อยลงได้ เป็นตัวกระตุ้นในเกิดความน่าสนใจในการลงทุนภายในประเทศ แต่กระแสโลกาภิวัฒน์ย่อมมีผู้ที่ได้รับประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์

ดังนั้นรัฐก็ควรที่จะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากกระแสโลกาภิวัตน์นี้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่นในการเปิดเขตเสรีการค้ากับประเทศจีน เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในภาคเหนือได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศจีนได้ ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาใช้มาตรกาให้ความช่วยเหลือเช่น การปรับโครงสร้างการผลิตกระเทียมโดยเปลี่ยนให้เกษตรกรที่ปลูกกระเทียมในพื้นที่ที่ไม่สามารถแข่งขันได้เปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่นแทนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถปรับตัวแข่งขันได้ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แล้วจะทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น เสมือนทำให้เกิดเป็นเพียงตลาดเดียวภายในโลกนี้ เป็นโลกยุคไร้พรมแดน เนื่องจากการผลิต การค้า การลงทุน การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ สามารถทำการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ระบบที่มีตลาดเดียวทำให้เกิดการแข่งขันกันในการผลิตสินค้าและบริการ ลดการผูกขาดลง นำไปสู่สภาวะที่เข้าใกล้ตลาดแข่งขันสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถใช้กฎอุปสงค์อุปทานในการกำหนดราคาสินค้าได้อย่างสมบูรณ์ ลดการได้รับกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตคงเหลือเพียงแต่กำไรตามปกติ

ประชาชนผู้บริโภคเป็นผู้ได้รับประโยชน์ เกิดความกินดีอยู่ดีขึ้นภายในสังคมโลก เพราะฉะนั้นแล้วประเทศไทยจึงควรเตรียมพร้อมปฏิรูประบบเศรษฐกิจต้อนระบบกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เพื่อที่จะได้ตักตวงผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัฒน์ของระบบเศรษฐกิจโลก 2

.4) องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมืภาคต่างๆ ของโลก G7 (Group of Seven) คือ

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนํา 7 ประเทศ ก่อตั้งในปีพ.ศ. 2518 โดยมีสมาชิกในการประชุมผู้นําครั้งแรกที่ Rambouilletประเทศฝรั่งเศส 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และ ญี่ปุ่น ต่อมาประเทศแคนาดาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการประชุมที่ San Juan, Puerto Ricoประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ 2519 และสหภาพยุโรป (European Union) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการประชุมที่ London ในปี พ.ศ. 2520 ดังนั้น สมาชิกของกลุ่ม G7 ได้ถูกกำหนดให้มี 7 ประเทศ และ 1 กลุ่ม (European Union) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ดี ในการประชุมที่เมือง Denver ประเทศสหรัฐ อเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2540 รัสเซียได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและเข้าประชุม ในเรื่องต่าง ๆ ยกเว้นทาง ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้ใช้ชื่อว่าการ ประชุม G8 การประชุมสุดยอดผู้นํา G7/G8 ได้จัดขึ้นเป็นประจําทุก ๆ ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการปัญหา ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สําคัญ ๆ ของประเทศสมาชิกและปัญหาระหว่างประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ นอกจากการประชุมสุดยอดผู้นําประจําปีแล้ว G7/G8ยังได้จัดการประชุมย่อยของรัฐมนตรีกลุ่มต่างๆ ของประเทศสมาชิก (network of supporting ministerial forums) อันได้แก่ - กลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (trade ministers) - กลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (foreign ministers) - กลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (finance ministers) - กลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม (ministers of the environment) - กลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (employment ministers) เป็นประจํา ปีละ 1-4 ครั้ง แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม

การที่ G7/G8 จัดการประชุมสุดยอดผู้นํานั้นมีเป้าหมาย เพื่อที่จะ

1. จัดเตรียมการจัดการเศรษฐกิจโลกร่วมกัน

2. ไกล่เกลี่ยความกดดันที่เกิดจากการพึ่งพากันระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ปัจจัยภายนอกได้เข้ามามีอิทธิพลต่อนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมากขึ้น

3. สร้างความเป็นผู้นําทางการเมือง โดยที่ได้รับความร่วมมือจากผู้นําของแต่ละประเทศแทนที่จะเป็นเพียงแค่จากระดับรัฐมนตรีหรือคณะทํางาน แนวการทํางานที่ผ่านมาของ G7/G8

สามารถจําแนกเป็นประเภทกว้างๆได้ดังนี้

1. การจัดการเศรษฐกิจระดับมหภาค การค้าระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ของประเทศ สมาชิกที่มีต่อกลุ่มประเทศที่กําลังพัฒนา โดยทางกลุ่มได้พิจารณาปัญหาระหว่างตะวันออกและ ตะวันตกในเรื่องของ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลังงานและผู้ก่อการร้ายด้วย

2. ปัญหาทางเศรษฐกิจจุลภาค เช่น การจ้างงาน,เทคโนโลยีสารสนเทศ, สิ่งแวดล้อม, อาชญากรรมและสิ่งเสพติดและความมั่นคงทางการเมือง ตั้งแต่สิทธิมนุษยชนไปจนกระทั่งความ ปลอดภัยจากอาวุธสงครามในระดับภูมิภาค เป็นต้น

3. เรื่องเร่งด่วนต่าง ๆ เช่น การให้ความช่วยเหลือรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2536 และ Ukraine ใน เดือนตุลาคม พ.ศ. 2537 ฯลฯ รวมทั้งปัญหาเฉพาะกิจเป็นเรื่องเรื่องไป โดยมีการจัดตั้งคณะปฏิบัติ การ (Task Forces or Working Groups) เพื่อมุ่งความสนใจเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น คณะปฏิบัติ งานในเรื่อง การฟอกเงินผ่านกระบวนการค้ายาเสพติดคณะทํางานด้าน Nuclear Safety และคณะ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Organized Crime) G7ใน ปัจจุบัน ในปัจจุบัน G7/G8 ถือว่าเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจที่สําคัญที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะมีสมาชิกเป็น ประเทศมหาอํานาจทางเศรษฐกิจ ในทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายและโครงการที่เกิด ขึ้นจากการประชุมได้เน้นไปในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก นอกจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการเงินแล้ว G7/G8 ยังได้ให้ความสํ าคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การเมือง สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ยาเสพติด ความไม่สงบระหว่างประเทศหรือภายใน ประเทศใดประเทศหนึ่ง และปัญหาผู้ก่อการร้าย ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอันใดให้สําเร็จได้นั้นจะต้องขจัด ปัญหาในด้านอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจด้วยสําหรับในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ โครงการทางด้านเศรษฐกิจและการเงินเท่านั้นโครงการด้านเศรษฐกิจและการเงินที่กําลังดําเนินงานการประชุมสุดยอดผู้นําที่ผ่านมาและการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ ประเทศสมาชิก ซึ่งจัดขึ้นประมาณปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่าง ๆ มี

สาระสําคัญของแนวนโยบายโดยย่อใน 4 ประเด็นดังนี้

1. การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่น คงของประเทศสมาชิกอยู่เสมอโดยการกําหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและ Structural Policiesเช่น การให้ความสําคัญและลงทุนในธุรกิจที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เน้นความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G8

2. การพัฒนาเศรษฐกิจโลก (Development in the Global Economy)เพิ่มสมดุลและสเถียร ภาพของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่สําคัญของโลกให้มีความ ทัดเทียมกัน และให้ความสําคัญกับเศรษฐกิจของตลาดเงินใหม่และของรัสเซียด้วย

3. การปรับปรุงฟื้นฟูสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IFIs International FinancialInstitutions) และส่งเสริมการปรับโครงสร้างระบบการเงินโลก (InternationalFinancial Architecture) - เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศซึ่งจะลดผลกระทบที่อาจเกิดจาก ความล้มเหลวของระบบการเงินภายในประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะส่งผลถึงระบบการเงินโลกในอนาคต โดยเน้นไปที่การปฏิรูป IMF,World Bank, และภาครัฐ ของประเทศต่าง ๆ

4. การยกระดับประเทศยากจนที่มีหนี้สินสูง (Enhanced Highly Indebted Poor Countries(HIPC) Initiative)- สนับสนุนให้ประเทศเจ้าหนี้ยกเลิกหนี้สินให้แก่ประเทศกลุ่มนี้- พัฒนาโครงการ Poverty Reduction Strategy Papers (PRSPs)

โดยสรุปก็คือกลุ่ม จี 7 (Group of Seven) คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก เป็น การรวมกลุ่มของประเทศอุตสาหกรรมซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นกลุ่มประเทศร่ำรวยกันอยู่แล้ว ได้แก่

ฝรั่งเศส

เยอรมนี

อิตาลี

ญี่ปุ่น

สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา

และแคนาดา โดยมีจุดประสงค์ก็ เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าระหว่างประเทศสมาชิกและส่งเสริมการค้าเสรี ปัจจุบันมีรัสเซียเข้าร่วม จึงกลายเป็นกลุ่ม G8 ไปแล้ว แต่รัสเซียยังถูกจำกัดจึงไม่ได้เข้าประชุมด้วยทุกครั้ง ดังนั้นบางครั้งจึง เรียกว่า จี7 + รัสเซีย กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำดังกล่าว จัดให้มีการประชุมด้านเศรษฐกิจและการเมืองระดับผู้ นำรัฐบาลเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ยังไม่รวมการประชุมย่อยๆ อีกมากมายด้วย โดยมีการผลัดกันเป็นเจ้าภาพในหมู่สมาชิกเรียงลำดับตามตัวอักษร (ตามภาษาอังกฤษ)ทั้งนี้ การประชุมประจำปีมักจะเน้นไปที่การจับตาดูความเคลื่อนไหว กระแสการต่อต้านโลกานุวัตร และเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจร่วมกัน

กลุ่ม จี 7 รวมตัวกันครั้งแรกในปี 1975 เมื่อกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่ใช้ระบอบประชาธิปไตย 6 ประเทศได้ประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่นและ สหรัฐอเมริกา และเมื่อแคนาดาเข้ามาร่วมในปี 1976 ก็เปลี่ยนเป็นกลุ่ม จี 7 และก็กลายเป็น จี 8 ใน ที่สุดเมื่อรัสเซีย มาร่วมด้วย ในปี 1997 ด้วยการผลักดันของ บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดี สหรัฐฯ จี 7 ได้กลายมาเป็นกลุ่ม จี 8 เมื่อรัสเซียเข้าร่วมประชุมด้วย ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณ บอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีของรัสเซียในขณะนั้น ซึ่งได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและแสดงความเป็น กลาง ในการเคารพการขยายของกลุ่มของนาโตไปยังยุโรปตะวันออก อย่างไรก็ตาม "จี 7" ยังคงจำกัดสมาชิกโดยไม่ให้รัสเซีย เข้าร่วมด้วย เนื่องจากทางกลุ่มยัง เห็นว่าหมีขาวยังไม่พัฒนามาก เพียงพอที่จะเข้าร่วมการหารือเศรษฐกิจโลกได้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะยังมีปัญหาเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ โดยการประชุมครั้งก่อนๆที่ผ่านมา ได้มี วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ โจ ลิเบอร์แมน และจอห์น แมคเคน ถึงกับเรียกร้องให้รัสเซีย ถอนตัวจากจี 8 ออกไปก่อน จนกว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะสร้างความมั่นใจได้ว่ารัสเซียมีความ เป็น ประชาธิปไตยและมีเสรีภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จี 7 มีสถานภาพเป็น สมาคมที่ทรงพลังมหาศาลในระบบ เศรษฐกิจโลก แต่ปัจจุบัน กลุ่มประเทศมหาเศรษฐีนี้กำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายที่จี 7 ยังทำไม่ได้ เช่น ความพยายามในแก้ปัญหาราคาน้ำมันดิบโลกที่แพงขึ้น รวมทั้งการบีบให้จีนลดค่าเงินหยวน ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยมองว่า จี 7 ก็มิได้เป็นผู้มีอำนาจจริง ในแวดวงเศรษฐกิจโลกแล้ว เนื่องจากเอเชีย ยุโรปตะวันออก อีกทั้งภูมิภาคต่างๆ กำลังจะเป็นเจ้าแห่งการผลิตของโลกมากขึ้น เรื่อยๆ

 

 

 

                                                        แหล่งอ้างอิง

http://megaclever.blogspot.com/2008/07/blog-post_8307.html http://megaclever.blogspot.com/2008/07/blog-post_2451.html http://kamonpetch.blogspot.com/2008/10/blog-post_25.html http://eco-cooperation.exteen.com/20100215/g-7