เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

 เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
2.1 การค้าระหว่างประเทศ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศในเรื่องการค้า เศรษฐกิจและการ ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจะมีผลต่อรายได้ประชาชาติโดยตรง หน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ต่างมีส่วนกำหนดให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีการพัฒนาโดยการพึ่งพาต่างประเทศกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ การชำระเงินระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ความหมายของการค้าระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศต่างๆ ประเทศที่ทำการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เรียกว่า "ประเทศคู่ค้า" สินค้าที่แต่ละประเทศซื้อเรียกว่า "สินค้าเข้า" (imports) และสินค้าที่แต่ละประเทศขายไปเรียกว่า "สินค้าออก" (exports) ประเทศที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เรียกว่า "ประเทศผู้นำเข้า" ส่วนประเทศที่ขายสินค้าให้ต่าง ประเทศ เรียกว่า "ประเทศผู้ส่งสินค้าออก" โดยทั่วไปแล้ว แต่ละประเทศจะมีฐานะเป็นทั้งประเทศ ผู้นำสินค้าเข้า และ ประเทศผู้สินค้าออกในเวลาเดียวกัน เพราะประเทศต่างๆ มีการผลิตสินค้า แตกต่างกัน เช่น ประเทศไทยส่ง
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
สาเหตุที่มีการค้าระหว่างประเทศ                       
เหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศต่างๆในโลกทำการค้าขายกัน ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ
1. ความแตกต่างทางด้านทรัพยากรที่ใช้ผลิตในแต่ละประเทศ เนื่องมาจากความ
แตกต่างในเรื่องสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ เช่น ประเทศ ไทยมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพาะปลูกมากกว่าญี่ปุ่น คูเวตมีน้ำมันมาก กว่าไทย จีนมีประชากรมากกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น ประเทศใดที่มี ทรัพยากรชนิดใดมาก ก็จะผลิตสินค้าที่ใช้ทรัพยากรชนิดนั้นๆเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าออกเพื่อแลกเปลี่ยน กับสินค้าอื่น
2.
ความแตกต่างในเรื่องความชำนาญในการผลิต เนื่องจากผู้ผลิตของแต่ละประเทศ
จะมีความชำนาญและเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและ บริการแตกต่างกัน บางประเทศผู้ผลิตมีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในการผลิตสินค้า บางชนิด เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีความรู้ความชำนาญในการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ประเทศเนเธอร์แลนด์มีความรู้ความชำนาญในการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีความรู้ความชำนาญในการผลิตนาฬิกา ความแตกต่างของ ปัจจัยดังกล่าวนี้ผลักดันให้แต่ละประเทศเล็งเห็นประโยชน์จากการเลือกผลิตสินค้าบาง อย่างที่มีต้นทุนต่ำ มีความรู้ความชำนาญ และเลือกสั่งซื้อสินค้าแตะละประเภทที่ผู้บริโภค ในประเทศของตนต้องการแต่ไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตได้ในต้นทุนที่สูงเกินไป และปัจจัยเหล่านี้ก้อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากประเทศต่าง ๆ ผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนไม่เท่ากัน ประเทศที่สามารถผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ประเทศนั้นจะเป็นผู้ผลิตและส่งสินค้าไปขายที่อื่น ๆ เหตุที่ประเทศต่าง ๆ ผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่างกันเพราะว่า มีความแตกต่างในปริมาณและทรัพยากร กล่าวคือ บางประเทศมีแร่ธาตุมาก บางประเทศเป็นแหล่งน้ำมัน บางประเทศมีป่าไม้มาก เป็นต้น ประกอบกับความแตกต่างของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ส่งผลให้สินค้าบางชนิดสามารถผลิตได้ในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น ยางพาราส่วนมากผลิตในประเทศมาเลเซีย และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก กาแฟส่วนมากมาจากบราซิล เป็นต้น ประเทศที่มีทรัพยากรการผลิตชนิดใดมาก จะได้เปรียบในการผลิตสินค้าซึ่งต้องใช้ทรัพยากรชนิดนั้นเป็นปัจจัยการผลิต เพราะราคาของปัจจัยการผลิตชนิดนั้นจะต่ำ เนื่องจากมีมากเมื่อเทียบกับความต้องการซึ่งมีผลให้ต้นทุนการผลิตตลอดจนราคาขายต่ำไปด้วย ประเทศจึงควรผลิตสินค้าดังกล่าวเพื่อส่งออกและนำเข้าสินค้าที่ขาดแคลน หรือสินค้าที่มีราคาสูงโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศไทยมีที่ดินมากและสภาพภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ดังนั้นไทยควรจะผลิตข้าวหรือสินค้าทางการเกษตรอย่างอื่นเป็นสินค้าส่งออกเพราะต้นทุนต่ำกว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ควรผลิตสินค้าประเภททุน เช่น เครื่องจักรเครื่องมือ รถยนต์ เนื่องจากมีที่ดินน้อย แต่มีปัจจัยทุนมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าในญี่ปุ่นต่ำกว่าไทย จึงปรากฏว่า ญี่ปุ่นต้องซื้อข้าวจากไทยและไทยต้องซื้อเครื่องจักรเครื่องมือจากญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามความมากน้อยของทรัพยากรตลอดจนปัจจัยการผลิตที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวมิใช่เป็นสิ่งที่กำหนดต้นทุนให้ต่ำกว่าประเทศอื่นเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความชำนาญของประชากรระดับเทคโนโลยี เป็นต้น จริงอยู่ ไทยและฟิลิปปินส์ต่างก็เป็นประเทศที่มีแรงงานเป็นจำนวนมากและค่าจ้างค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ แต่มิได้หมายความว่าไทยและฟิลิปปินส์จะมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเท่ากับญี่ปุ่นหรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะว่า คุณภาพของประชากรในการผลิต ตลอดจนความเจริญทางเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตนาฬิกาของญี่ปุ่นหรือ สวิตเซอร์แลนด์ ต่ำกว่าไทย จึงปรากฏว่า ไทยต้องซื้อนาฬิกาจากประเทศเหล่านี้ นั่นหมายถึงว่านอกจากปริมาณของทรัพยากรแล้ว ประสิทธิภาพการผลิตหรือความชำนาญของปัจจัยก็เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดต้นทุนการผลิตสินค้า
ความแตกต่างดังกล่าวข้างต้น คือ ความแตกต่างในปริมาณและชนิดของทรัพยากร สภาพภูมิอากาศและความชำนาญในการผลิตประกอบกับความไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทุกชนิดที่ต้องการได้เองภายในประเทศ จึงมีความต้องการแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่างที่ผลิตได้กับสินค้าที่ต้องการแต่ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ หรือผลิตได้คุณภาพก็ไม่ดีพอการค้าระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นมาโดยมีหลักการสำคัญคือ ประเทศจะผลิตสินค้าที่ตนเองขาดแคลนหรือผลิตได้แต่ต้องใช้ต้นทุนสูงจากต่างประเทศการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามหลักการแบ่งงานกันทำย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเราสามารถพิจารณาจากการค้าขายของบุคคลภายในประเทศ นั่นคือ พ่อบ้านจะไม่ยอมตัดเสื้อเพื่อสวมใส่เอง ถ้าหากเขาสามารถซื้อเสื้อผ้าจากท้องตลาดในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่เขาผลิตเอง ในทำนองเดียวกัน ช่างตัดเสื้อย่อมไม่พยายามทำรองเท้าใช้เองแต่จะซื้อรองเท้าใช้จากช่างทำรองเท้า ชาวนาย่อมไม่ตัดเสื้อหรือตัดรองเท้าโดยเขาจะจ้างช่างตัดเสื้อหรือจ้างช่างตัดรองเท้าเมื่อเขาเห็นว่า ราคาที่เขาจ่ายไปต่ำกว่าต้นทุนที่เขาต้องจ่าย เป็นต้น ทุกคนควรจะผลิตสินค้าที่ตัวเองมีความถนัดและชำนาญและนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ตนเองต้องการ จะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือราคาที่ต่ำลง ดังนั้นประเทศก็เช่นเดียวกับบุคคล โดยที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้น ถ้าหากประเทศสามารถซื้อสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ในราคาต่ำกว่าต้นทุนที่ผลิตได้ภายในประเทศ

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Theory)
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศพยายามอธิบายถึงชนิดของสินค้าที่ซื้อขาย และประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ
1. ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ อดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกในปลายศตวรรษที่ 18 ได้เสนอทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำตามความถนัดมาใช้ เขาเห็นว่าการค้าระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศคู่ค้าเมื่อแต่ละประเทศยึดหลักในเรื่องการแบ่งงานกันทำ หมายความว่า ประเทศใดที่ถนัดในการผลิตสินค้าอย่างใด ก็ควรผลิตสินค้าอย่างนั้นนำมาแลกเปลี่ยนกันจะส่งผลให้เพิ่มความมั่งคั่งในรูปของผลผลิตหรือรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น
สาระสำคัญของทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ คือ ประเทศหนึ่งจะได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ ถ้าประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งได้มากกว่าอีกประเทศหนึ่งด้วยปัจจัยการผลิตจำนวนเท่ากันหรือผลิตได้จำนวนเท่ากันได้โดยการใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า ดังนั้นประเทศควรทำการผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบโดยสัมบูรณ์เพื่อการส่งออกแล้วซื้อสินค้าที่ตนเสียเปรียบโดยสัมบูรณ์เป็นสินค้าเข้า
2.
ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของ
เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์สมัยคลาสสิกได้พัฒนาทฤษฎีต่อจากทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของ อดัม สมิธ โดยเขาไม่เห็นด้วยกับ สมิธ ในประเด็นต่อไปนี้คือ
- ประเทศคู่ค้าที่ผลิตสินค้าและส่งออกนั้นควรจะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบ
โดยสัมบูรณ์ได้เสมอไป
-
ประเทศสามารถผลิตสินค้าและส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีความได้เปรียบ
โดยสัมบูรณ์ได้ ถ้าประเทศนั้นมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า
-
ประเทศที่มีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของประเทศคู่ค้าในทุกกรณีของการผลิต
สินค้า ก็มิได้หมายความว่า ประเทศนั้นสมควรผลิตสินค้าเสียทุกอย่าง หากแต่สมควรที่จะเลือกผลิตสินค้าส่งออกชนิดที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากกว่า
-
ในทางปฏิบัติ การค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้น แม้ว่าประเทศหนึ่งมีความ
ได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ (เสียเปรียบโดยสัมบูรณ์) เหนืออีกประเทศหนึ่งและประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้นในรูปผลผลิตรวมที่เพิ่มขึ้น

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิค (Classic Theory)
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยของคลาสสิคนี้จะถือว่า แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการกำหนดมูลค่าของสินค้า ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยเด็ดขาดและทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ซึ่งทั้งสองทฤษฎีจะทำการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตของแต่ละประเทศ และเลือกผลิตในสินค้าที่ประเทศของตนมีความได้เปรียบในการผลิตมากกว่า หรือประเทศจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนถนัดโดยเปรียบเทียบระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนจะมีขอบเขตอยู่ระหว่างปริมาณสินค้าที่ผลิตได้ โดยเปรียบเทียบของประเทศทั้งสอง
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยนีโอคลาสสิค (Neo-classic Theory)
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยนีโอคลาสสิค ได้นำทฤษฎีในสมัยคลาสสิคมาปรับปรุงแก้ไข ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการค้าแบบต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) โดยต้นทุนค่าเสียโอกาสจะถูกนำมาเป็นหลักในการพิจารณาเนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิตสินค้าในแต่ละประเทศสามารถวัดได้จากมูลค่าสูงสุดของสินค้าอื่นที่ประเทศนั้นไม่ได้ผลิต ดังนั้น ประเทศจะได้รับประโยชน์ที่สามารถระบายสินค้าที่ผลิตได้มากและซื้อสินค้าที่ตนผลิตได้ไม่พอกับการบริโภคเข้าประเทศ และทฤษฎีการค้าที่พิจารณาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แนวคิดเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต ซึ่งในประเทศต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามปริมาณทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่ (Modern Theory)
นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาและแก้ไขปรับปรุงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิคโดยเพิ่มข้อสมมุติฐานในการพิจารณาคือ มีปัจจัยการผลิตหลายชนิด การทดแทนกันของปัจจัยไม่สมบูรณ์ การโยกย้ายปัจจัยการผลิตจะเกิดต้นทุนเพิ่ม และมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เกิดขึ้น การโยกย้ายปัจจัยการผลิตแยกได้ 3 ลักษณะ คือ ต้นทุนคงที่ ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้นทุนลดลง
ประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศ
การดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศโดยเสรี นอกจากจะก่อให้เกิดผลผลิตหรือรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศคู่ค้าที่สำคัญอย่างน้อย 6 ประการ ด้วยกันได้แก่
1. ผลต่อแบบแผนการบริโภค และราคาของสินค้า เนื่องจากการค้าขายระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนสินค้าที่อุปโภคและบริโภคมีเพิ่มมากขึ้นความเป็นอยู่ของผู้บริโภคจะดีขึ้น ทั้งนี้ประเทศต่าง ๆ จะพากับผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบมากขึ้น และหันไปซื้อสินค้าที่ตนเสียเปรียบทางการผลิตจากประเทศอื่นมากขึ้น ทำให้อุปทานของสินค้าเพิ่มมากขึ้นส่งผลในระดับราคาสินค้านั้นมีแนวโน้มต่ำลง
2.
ผลต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การค้าระหว่างประเทศนอกจากจะทำให้ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ยังทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้นเพราะ มีการแข่งขันในด้านการผลิตมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเข้มงวดในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเนื่องจากต้องเผชิญกับคู่แข่งขัน ทำให้ต้องพัฒนาการผลิตโดยการใช้เทคนิคและวิทยาการให้ก้าวหน้าและทันสมัย เรามักจะได้ยินเสมอว่า สินค้าประเภทอุตสาหกรรมที่ผลิตในบางประเภท มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ราคาต่ำ คุณภาพสูง และรูปร่างลักษณะสวยงามทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอันมาก เช่น วิทยุ โทรทัศน์และวิดีโอ ของญี่ปุ่น เป็นต้น และนับวันสินค้าเหล่านี้เป็นที่ต้องการของประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ประเทศที่นำเข้าทั้งหลายสามารถควบคุมมาตรการการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตเพื่อตอบสนองภายในประเทศ เพราะว่าการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าเนื่องจากผู้ผลิตสินค้าจะอยู่กระจัดกระจายทั่วไป
3. ผลต่อความชำนาญเฉพาะอย่าง การค้าระหว่างประเทศทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่สูงกว่าเพื่อส่งเป็นสินค้าออกมากขึ้นแต่เนื่องจากปัจจัยการผลิตมีจำนวนจำกัด ฉะนั้นจึงต้องดึงปัจจัยการผลิตจากการผลิตสินค้าชนิดอื่น ซึ่งบัดนี้ผลิตน้อยลง เพราะมีความเสียเปรียบโดยเปรียบเทียบ (comparative disadvantage) เช่น ไทยดึงปัจจัยการผลิตจากการผลิตผ้า มาผลิตข้าวส่วนญี่ปุ่นก็จะดึงปัจจัยการผลิตจากข้าวมาผลิตผ้าแทน เพราะฉะนั้น ปัจจัยการผลิตจะมีความชำนาญเฉพาะอย่างมากขึ้น เกิดการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) เป็นผลให้ต้นทุนต่อหน่วยลดต่ำลง
4. ผลต่อการเรียนรู้ในด้านเทคโนโลยีการบริหารและการจัดการ การค้าระหว่างประเทศทำให้สามารถเรียนรู้ท่งด้านเทคนิคการผลิต โดยการนำเอาเทคนิคการผลิตหรือวิธีการผลิตที่เหมาะสมและทันสมัยมาใช้ในการผลิตสินค้าภายในประเทศเช่น เทคนิคหรือวิธีการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมซึ่งถือว่าเป็นลักษณะของการเลียนแบบระหว่างประเทศซึ่งวิธีการนี้ประเทศญี่ปุ่นในอดีต ได้นำไปใช้และได้ผลมาแล้วโดยได้เลียนแบบเทคนิคและวิธีการผลิตของอังกฤษ และประเทศชั้นนำในยุโรปโดยการนำส่งไหมดิบออกไปขายแลกกับการนำเขาสินค้าประเภททุนและเครื่องจักรส่งผลให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วได้ในที่สุด ในขณะเดียวกันการค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ได้เรียนรู้และนำเอาเทคนิคทางด้านการจัดการ หรือเทคนิคทางด้านการบริหาร จากประเทศที่ก้าวหน้าหรือพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นประเทศต่าง ๆ จึงนิยมเปิดการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ การปิดประเทศไม่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศนั้นจะทำให้ประเทศนั้น ไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้เทคนิคดังกล่าว การเปิดประเทศติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ก็ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผลดังกล่าวแล้ว
5.
ผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่าการค้าระหว่างประเทศเป็นตัวจักรที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาโดยผ่านกระบวนการส่งออกเพราะว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีฐานะยากจน ตลาดภายในประเทศแคบ จึงเป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเนื่องจากประชากรมีระดับรายได้สูง ตลาดภายในประเทศกว้างขวางตลอดจนการคมนาคมสะดวกสบาย มีผลให้ความต้องการในซื้อสินค้าและบริการจากประเทศกำลังพัฒนาสูงขึ้น เพราะฉะนั้นการพึงพาอาศัยตลาดต่างประเทศจึงเป็นทางออกที่สำคัญในระยะเริ่มแรกของการพัฒนาประเทศในขณะเดียวกัน ผลจากการที่มีรายได้จากการส่งออกมากขึ้น ย่อมทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีเงินตราต่างประเทศเพื่อที่จะนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร เพื่อนำมาใช้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดังกล่าว ย่อมใช้เงินทุนเป็นจำนวนมหาศาลเกินกว่าความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาจะหามาได้ในระยะเวลาอันสั้น
6.
ผลต่อรายได้และการจ้างงาน การส่งออกเพิ่มขึ้นย่อมมีผลให้รายได้และการจ้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้น หรือเป็นการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศนั่นเองการเพิ่มขึ้นของการส่งออก จะทำให้ประเทศได้รับรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการในต่างประเทศ ซึ่งมีผลให้กระแสหมุนเวียนของรายได้ในระบบเศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตจะเพิ่มการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริโภคของผู้ผลิตก็จะตกไปเป็นรายได้ของบุคคลกลุ่มอื่น ๆ ต่อไปกระบวนการเช่นนี้จะดำเนินไปเรื่อย ๆ และเมื่อรวมรายได้ของบุคคลที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จะเห็นว่ารายได้ประชาชาติก็จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนสูงกว่ารายรับจาการส่งออกในครั้งแรกเป็นหลายเท่า และผลจาการเพิ่มของรายได้ประชาชาตินี้เอง ย่อมเป็นผลทำให้มีการเพิ่มอุปสงค์ของสินค้าและบริการภายในประเทศทำให้การผลิต รายได้และการจ้างงานภายในประเทศขยายตัวมากขึ้น

ผลกระทบของการค้าระหว่างประเทศ
แม้ว่าการค้าระหว่างประเทศ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศคู่ค้าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การค้าระหว่างประเทศก็มีผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาแก่ประเทศคู่ค้าได้เหมือนกัน ผลกระทบที่สำคัญพอจะจำแนกได้อย่างน้อย 6 ประการ ด้วยกันคือ
1. ผลต่อเสถียรภาพของราคา การค้าระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นให้ประเทศผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบโดยเปรียบเทียบไม่กี่ชนิด หรือชนิดเดียวนั้นจะเป็นผลให้รายได้ของประเทศขึ้นอยู่กับการจำหน่ายสินค้าออกเพียงไม่กี่ชนิด การผลิตและรายได้ของประเทศจึงเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ในอดีตที่ผ่านมา รายได้จากการส่งออกของไทยมาจากข้าว ยามใดที่ไทยสามารถส่งข้าวออกได้มาก เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกมีสูงจะมีผลให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง และประชาชนมีการใช้จ่ายมากจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้
ในกรณีตรงข้าม หากอุปสงค์จากต่างประเทศในการเสนอซื้อข้าวลดลงอย่างฮวบฮาบ ก็จะทำให้รายได้จากการจำหน่ายข้าวลดลง การใช้จ่ายในประเทศลดลง จนทำให้เกิดภาวะเงินฝืด เป็นต้น และถ้าระบบเศรษฐกิจมีการพึ่งพา การนำเข้าจากต่างประเทศในระดับสูงก็จะก่อให้เกิดปัญหาของเสถียรภาพราคาได้เช่นกัน เช่น การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างฮวบฮาบของกลุ่ม ผู้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออก (OPEC) เมื่อ พ.ศ. 2516 และ พ.ศ. 2523 ทำให้เกิดภาวะ
เงินเฟ้อขึ้นทั่วโลกและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอันมาก เนื่องจากน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น ราคาสินค้าจึงต้องสูงขึ้นตาม ทำให้ระดับราคาสินค้าโดยทั่ว ๆไปสูงขึ้นได้
2. ผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่สนับสนุนให้ประเทศผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบนั้นมีผลให้หลาย ๆ ประเทศอาจต้องซื้อสินค้าเข้าประเทศเป็นมูลค่ามากกว่ามูลค่าสินค้าออก ทำให้เกิดการขาดดุลในดุลการค้าอาจจะทำให้ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขาดดุลด้วย ซึ่งจะทำให้ประเทศต้องสูญเสียทองคำ หรือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (ดังจะได้กล่าวต่อไป) สาเหตุสำคัญเนื่องจาก อัตราการค้า (term of trade) ของประเทศคู่ค้าไม่เท่ากัน ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป สินค้าส่งออกมักจะเป็นสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งระดับราคามักจะต่ำกว่าและขาดเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับราคาสินค้านำเข้า ซึ่งมักจะเป็นสินค้าจำพวกทุนและสินค้าอุตสาหกรรม ผลที่ตามมาคืออัตราการค้าของประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มลดลง นั่นคือ มูลค่าจากการส่งสินค้าออกน้อยกว่ามูลค่าของสินค้านำเข้าส่งผลให้เกิดปัญหาเสถียรภาพเศรษฐศาสตร์ต่อประเทศคือ ปัญหาดุลการค้าและดุลการชำระเงินขาดดุลในที่สุด
3. ผลต่อความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศ การที่อัตราการค้าระหว่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มลดลงนั้น ทำให้การกระจายรายได้ในระดับนานาชาติซึ่งไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้วยิ่งมีความไม่เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเป็นการโอนทรัพยากรจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาโดยกระบวนการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงินนั่นเอง ในขณะเดียวกันการหล่อหลอมรสนิยมระหว่างประเทศให้อยู่ในแบบแผนเดียวกัน ก็เป็นกลไกสำคัญอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้การกระจายรายได้ระหว่างประเทศเลวลงเพราะว่าบริษัทการค้าขนาดใหญ่ในประเทศที่ตามมาก็คือ การบริโภคสินค้าจำพวกอุปโภคและบริโภคในสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้ามามีมากขึ้น ทำให้ต้องเสียเงินตราต่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายสินค้าออกเพิ่มขึ้นน้อยกว่า
4.
ผลต่อประสิทธิภาพของ นโยบายทางเศรษฐกิจยิ่งภาคการค้าระหว่างประเทศขนาดใหญ่ขึ้นเพียงใดทำให้ การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะมีประสิทธิภาพน้อยลงเท่านั้น เช่น เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศที่ผ่านกลไกของทั้งราคาสินค้าออกและราคาสินค้าเข้า นโยบายเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อจะมีความยุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วย เพราะในกรณี เช่นนี้รัฐบาลไม่เพียงแต่จะต้องเข้าใจกลไกการทำงานของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร หากทว่ายังต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจและนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วยว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้กลไกแก้ไขปัญหาดังกล่าวซับซ้อนขึ้น
5.
ผลต่อรายได้และการจ้างแรงงาน ประเทศที่มีการพึ่งพาทางการค้าระหว่างประเทศในระดับที่สูง หากรายได้จากการส่งออกลดลงก็ดี หรือการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากก็ดี โดยที่ผลสุทธิของการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกย่อมส่งผลให้ รายได้และการจ้างงานของประเทศนั้นลดลง ผลจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว
6. ผลต่อปัญหาความมั่นคงของประเทศ การดำเนินนโยบายการค้าโดยเสรีที่มุ่งให้ประเทศผลิตสินค้าที่ตนมีความได้เปรียบเพียงไม่กี่ชนิดหรือเพียงชนิดเดียว ส่งผลต่อปัญหาความมั่นคงของประเทศได้ง่าย เพราะถ้าหากว่าการค้าต่างประเทศต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่สำคัญ เช่น การเกิดสงคราม การขัดแย้งทางด้านการเมืองกับบางประเทศ ความยุ่งยากทางด้านการขนส่งระหว่างประเทศ เป็นต้น ย่อมส่งผลให้ประชาชนภายในประเทศเดือดร้อน เนื่องจาก การขาดแคลนสินค้าอุปโภค บริโภค ขาดแคลนวัตถุดิบ และสินค้าทุนในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นทำให้ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ยึดถือ นโยบายการค้าเสรี ตามหลักการแบ่งงานการทำระหว่างประเทศของเดวิด ริคาร์โด และนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกอย่างแท้จริง แต่ได้หันมาใช้นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือการผลิตสินค้าชนิดต่าง ๆ ขึ้นใช้เองในประเทศเพื่อมิให้เศรษฐกิจของประเทศต้องขึ้นอยู่กับการผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจนเกินไป เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นภายในประเทศ อาจยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้ รัฐจึงจำเป็นให้ความช่วยเหลือและคุ้มกันโดยใช้มาตรการที่สำคัญ คือ กำแพงภาษีสินค้าขาเข้า ( import tariffs) และโควตานำเข้า เป็นต้น
2.2 การเงินระหว่างประเทศ
การเงินระหว่างประเทศ
เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น ก็จะมีการซื้อการขาย เป็นผลให้ต้องมีเงิน ระหว่างประเทศติดตามมา ในด้านการเงินระหว่างประเทศนี้ เป็นผลทำให้เกิดดุลการค้า และดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขึ้น

ดุลการค้า (Balance of trade)
ดุลการค้า หมายถึง การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่าสินค้าเข้าของประเทศในระยะเวลา 1 ปี การเปรียบเทียบจะจำกัดเฉพาะมูลค่าตามบัญชีเดินสะพัดเท่านั้น ได้แก่ รายรับซึ่งคิดจากมูลค่าของสินค้าออก ณ แหล่งผลิต ส่วนรายจ่าย คิดจากมูลค่าของสินค้านำเข้ามารวมกับค่าบริการในการนำเข้า คือค่าประกันภัยและค่าระวาง แต่ไม่รวมรายการที่เกี่ยวกับบริการด้านอื่น เช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายทางการทูต การช่วยเหลือจากต่างประเทศ การกู้ยืมจากต่างประเทศ เป็นต้น ภาวะของดุลการค้าจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ คือ
1.1 ดุลการค้าสมดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกเท่ากับมูลค่านำเข้า สมมุติในปีหนึ่ง ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันก็มีการสั่งสินค้าเข้ามา 10,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศสมดุลเท่ากับ 10,000 ล้านบาท เป็นต้น
1.2 ดุลการค้าขาดดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกน้อยกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติในปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามามีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศขาดดุลเท่ากับ 5,000 ล้านบาท เป็นต้น
1.3 ดุลการค้าเกินดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติในปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามาเพียง 8,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศเกินดุลเท่ากับ 2,000 ล้านบาท เป็นต้น
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักมีดุลการค้าขาดดุล คือ มีมูลค่าการส่งออกน้อยกว่า มูลค่าการนำเข้าเพราะประเทศกำลังพัฒนามีความต้องการสินค้าทุน ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยีการผลิต ซึ่งมีราคาแพงเข้ามาใช้พัฒนาประเทศ แต่สินค้าออกที่ เป็นผลิตผลด้านการเกษตรมักมีราคาต่ำ จึงต้องประสบกับปัญหาดุลการค้าขาดดุลในระยะ เร่งรัดพัฒนาประเทศ

ดุลการชำระเงิน (Balance of payment)
ดุลการชำระเงิน หรือ ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หมายถึง บัญชีหรือรายการที่ แสดงการรับ และการจ่ายเงินตราต่างประเทศจากการค้า การบริการ และการเงินด้านอื่นๆ ของประเทศที่เกิดจากการติดต่อกับประเทศอื่นสนระยะเวลาหนึ่ง (ปกติมีระยะเวลา 1 ปี) ดุลการชำระเงินจะแสดงรายการรายรับและรายจ่ายในการนำสินค้าเข้าประเทศและส่งสินค้าออก ไปขายต่างประเทศ และรายรับรายจ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าชนส่งและค่าประกันภัยในการนำสินค้า เข้าหรือออก เงินที่รัฐบาลกู้จากต่างประเทศ เงินต้น และดอกเบี้ยที่รัฐบาลส่งไปชำระให้ต่างประเทศ เป็นต้น
ลักษณะของดุลการชำระเงิน มี 3 ลักษณะ คือ
1. ดุลการชำระเงินสมดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศเท่ากับยอดรายจ่าย เงินตราต่างประเทศ
2.
ดุลการชำระเงินขาดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศน้อยกว่ายอดรายจ่ายเงินตราต่างประเทศ
3.
ดุลการชำระเงินเกิดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศมากกว่ายอด รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ
ยอดรายรับและรายจ่ายเป็นรายการรับและจ่ายเงินตราต่างประเทศ ในด้านการค้า และติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เงินโอนหรือเงินช่วยเหลือ ระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น ดุลการชำระเงินนี้จะแสดงให้เห็นถึงฐานะ ทางการเงินระหว่างประเทศของประเทศ ถ้าประเทศใดมีดุลการชำระเงินขาดดุล มียอดรายจ่าย มากกว่ายอดรายรับติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้จำนวนเงินตราต่างประเทศหรือทองคำที่สะสมไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลง และถ้าลดลงมากก็อาจกระทบกระเทือน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้
ดุลการชำระเงินแตกต่างจากดุลการค้า คือ ดุลการชำระเงินบันทึกการรับจ่ายที่เกิด จากการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทุกๆ ธุรกรรม(Transaction) ในขณะที่ ดุลการค้าจะบันทึกรายการเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เพียงธุรกรรมเดียว ดังนั้นดุลการค้า จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงินเท่านั้น และหากว่าดุลการค้าไม่สมดุล ก็ไม่จำเป็นว่า ดุลการชำระเงินจะต้องไม่สมดุลตามไปด้วย
ตามปกติดุลการชำระเงินจะมียอดบัญชีที่สมดุลอยู่เสมอ เพราะมีบัญชีทุนสำรอง ระหว่างประเทศใช้เป็นตัวปรับความไม่สมดุลที่เกิดจากยอดรวมสุทธิของบัญชีอื่น ถ้าผลรวม ของบัญชีอื่นมียอดขาดดุลจะส่งผลให้ยอดบัญชีทุนสำรองระหว่าง ประเทศลดลง แต่ถ้าผลรวม บัญชีอื่นมียอดเกินดุลยอดบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง ราคาของเงินตราประเทศ 1 หน่วย คิดเทียบกับเงินตราอีกสกุลหนึ่ง เช่น เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าเทียบกับเงินบาทเท่ากับ 39 บาท เป็นต้น
อัตราแลกเปลี่ยน อาจมีได้หลายอัตรา เช่น
1. อัตราทางการ ( Official Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่ทางการเงินของประเทศ เช่น ประเทศไทยเคยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทางการเอาไว้ในอัตราดอลลาร์ละ 20 บาท เป็นต้น
2. อัตราตลาด ( Market Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่กำหนดขึ้นจากอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในภาวะดุลยภาพ
3. อัตราตลาดมืด ( Black Market Rate ) คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการกำหนดทางการไว้สูงกว่าอัตราตลาด
**ในกรณีที่เราสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกันได้อย่างเสรี อัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสามารถอธิบายได้เป็น 2 กรณี คือ
1. ถ้าความต้องการใช้ดอลลาร์มีมากขึ้น แต่จำนวนดอลลาร์มีน้อย ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาทจะสูงขึ้น ส่วนค่าของเงินบาทจะลดลง
2.
ถ้าความต้องการใช้ดอลลาร์มีน้อยลง แต่จำนวนดอลลาร์มีมาก ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาทจะต่ำลง ส่วนค่าของเงินบาทจะสูงขึ้น


อุปสงค์ของเงินตราต่างประเทศ
คือ ความต้องการการเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าที่เราสั่งเข้ามาก ซึ่งการที่อุปสงคาของเงินตราต่างประเทศจะมีมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการใช้จ่ายเงินในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.
เพื่อนำไปชำระค่าสินค้าและบริการที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ
2.
เพื่อนำไปให้ต่างประเทศกู้ยืมหรือซื้อหลักทรัพย์จากต่างประเทศ
3.
เพื่อนำมากักตุนเก็งกำไร
4.
เพื่อส่งออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

อุปทานของเงินตราต่างประเทศ
คือ ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่เรามีอยู่ และส่วนใหญ่ได้จากการส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศซึ่งการที่อุปทานของเงินตราต่างประเทศจะมีมากหรือน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ
1.
ปริมาณสินค้าและบริการที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
2.
ความต้องการของนักธุรกิจต่างประเทศในอันที่จะนำเงินมาลงทุน หรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศ
3.
ปริมาณเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ แบ่งออกเป็น 3 ระบบ
1. ระบบการเงินซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรี ( Free Exchange Rate ) เป็นระบบที่อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นหรือต่ำลงได้อย่างเสรีตามสภาพอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ โดยผ่านกลไกของราคาในตลาด โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล ระบบนี้จะไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนทางการ จะมีแต่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเพียงอย่างเดียว และระบบนี้จะไม่มีกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ( Exchange Stabilization Fund : ESF ) ทั้งนี้เพราะอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรีจะมีการปรับดุลการชำระเงินให้สู่ระดับสมดุลโดยกลไกของราคาตลาด ซึ่งจะดำเนินอยู่ตลอดเวลา
** ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ไม่นิยมใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเสรี เพราะเหตุ 3 ประการ คือ
1.ทำให้ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศมีค่าน้อยมาก จะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปได้มาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ
2.
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศขึ้น มักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศในทางที่ทับทวีมากขึ้น
3.
ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรีจะมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ ก่อให้เกิดการเก็งกำไรจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ อันเป็นผลให้อัตราแลกเปลี่ยนยิ่งห่างไกลจากความสมดุลมากขึ้นแทนที่จะปรับตัวได้
**
ภายในระบบการเงินซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงเสรี ค่าแห่งเงินตราของประเทศต่าง ๆ เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศจะเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นประจำ ซึ่งมีผลเสียต่อการค้าระหว่างประเทศ และอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงขึ้นได้โดยง่าย
2. ระบบการเงินซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดให้คงที่ ( Fixed Exchange Rate ) ระบบนี้อาจจำแนกออกเป็น 2 ระบบย่อย คือ
2.1 ระบบมาตรฐานทองคำ ( Gold Standard ) เป็นระบบที่กำหนดหน่วยเงินตราไว้กับทองคำตามน้ำหนักและความบริสุทธิ์ที่กำหนดไว้โดยเงินตราของประเทศนั้น
** Mint Rate คือ อัตราแลกเปลี่ยนในระบบมาตรฐานทองคำที่ได้มาจากการเทียบค่าเงินโดยผ่านน้ำหนักของทองคำ
** อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่อยู่ในระบบมาตรฐานทองคำ จะอยู่ระหว่างจุดทองคำไหลออก ( Gold Export Point ) และจุดทองคำไหลเข้า ( Gold Import Point ) โดยจุดทองคำจะถูกกำหนดขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายในการขนส่งทองคำเข้า ออก และอัตราแลกเปลี่ยนทางการ
ตัวอย่างที่ 1 ค่าขนส่งทองคำจากสหรัฐฯ ไปอังกฤษ หรืออังกฤษไปสหรัฐฯ เท่ากับ 0.02 ดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนทางการ 1 ปอนด์ = 2.40 ดอลลาร์
- จุดทองคำไหลออก คือ 1 ปอนด์ = 2.42 ดอลลาร์ ( 2.40 + 0.02 ดอลลาร์ )
- จุดทองคำไหลเข้า คือ 1 ปอนด์ = 2.38 ดอลลาร์ ( 2.40 – 0.02 ดอลลาร์ )
ตัวอย่างที่ 2 ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทในมาตราทองคำเท่ากับ 10 บาท ต่อ 1 ปอนด์ ต่อทองคำ 10 กรัม และค่าขนส่งทองคำ 1 กรัม ระหว่างไทยและอังกฤษ มีอัตราเท่ากับ 0.2 บาท จุดทองคำไหลออกจะเท่ากับเท่าไร
- จุดทองคำไหลออก = อัตราแลกเปลี่ยนทางการ + ค่าขนส่งทองคำ
= 10 + ( 0.2 X 10 ) = 12
บาท
** จุดทองคำไหลออกมีค่าเท่ากับ 12 บาท ต่อ 1 ปอนด์
** ประเทศที่อยู่ในระบบมาตรฐานทองคำ เมื่อมีการสั่งสินค้าเข้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องส่งทองคำออกไปชำระค่าสินค้าที่สั่งเข้ามาก ซึ่งจะทำให้ทุนสำรองที่เป็นทองคำน้อยลง และทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนของประเทศลดลงด้วย เมื่อปริมาณเงินลดลงแล้ว หากปริมาณสินค้าในตลาดมีจำนวนเท่าเดิม จะทำให้ราคาสินค้าโดยทั่วไปลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศสามารถส่งสินค้าออกไปขายได้มากขึ้น และจะสั่งเข้าน้อยลง เพราะประชาชนจะหันมาซื้อสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมีราคาต่ำกว่ามากขึ้น
** ประเทศใดจะอยู่บนมาตรฐานทองคำได้ จะต้องอยู่ในเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ 
1. ต้องกำหนดหน่วยเงินตราไว้กับทองคำที่เรียกว่า “Gold Parity” และมี ทุนสำรองเงินตราเป็นทองคำเพียงอย่างเดียว
2. ธนาคารกลางจะรับซื้อหรือขายทองคำตามอัตราทางการโดยไม่จำกัดจำนวน
3.
การซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำจะต้องเป็นไปโดยเสรี
**
ประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตั้งอยู่บนมาตรฐานทองคำ อาจประสบปัญหาการขาดแคลนทองคำ และถ้าราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป อัตราแลกเปลี่ยนก็จะผันแปรตามไปด้วย ประเทศที่ยึดระบบมาตรฐานทองคำจึงมักประสบปัญหาการขึ้นลงของราคาทองคำอยู่เสมอ จนกระทั่งต้องออกจากมาตรฐานทองคำและหันไปใช้ระบบมาตราปริวรรตทองคำแทน
2.2 ระบบมาตราปริวรรตทองคำ ( Gold Exchange Standard ) เป็นระบบที่ประเทศต่าง ๆ เคยนิยมใช้ ประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบนี้จะต้องเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( International Monetary Fund : IMF และต้องกำหนดเงินตราของตน 1 หน่วย ให้มีค่าเทียบกับทองคำจำนวนหนึ่ง หรือกำหนดค่าเงินตราของตนเทียบเท่ากับเงินตราสกุลที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ เช่น
- 1 ดอลลาร์ เทียบทองคำบริสุทธิ์ไว้หนัก 0.736662 กรัม
- 1 บาท เทียบทองคำบริสุทธิ์ไว้หนัก 0.038331 กรัม
** ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยนโดยผ่านทองคำจะเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ต่อ 20 บาท เรียกว่า ค่าเสมอภาค” ( Par Value ) ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่กำหนดไว้ตายตัวโดย IMF และประเทศสมาชิกจะต้องตั้งกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ( ESF ) ขึ้น เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดให้อยู่ในช่วง Support Point ซึ่งถูกกำหนดไว้ให้สูงกว่าค่าเสมอภาคได้ไม่เกิน + 2.25 เปอร์เซ็นต์ ดังนี้ 
- Upper Support Point คือ 1 ดอลลาร์ : 20 + (2.25 X 20) = 20.45 บาท
- Lower Support Point คือ 1 ดอลลาร์ : 20 – (2.25 X 20) = 19.55 บาท
- ถ้าอุปสงค์ในดอลลาร์มีมากกว่าปริมาณดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนจะสูง
ESF
จะต้องขายดอลลาร์ออกไป
-
ถ้าอุปสงค์ในดอลลาร์มีน้อยกว่าปริมาณดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนจะต่ำ
ESF
จะต้องซื้อดอลลาร์มาเก็บไว้
** ถ้าเกิดกรณีอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดห่างจากอัตราแลกเปลี่ยนทางการมากเกินไปจน ESF แก้ไขไม่ได้ ประเทศสมาชิกอาจต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนแปลงค่าเสมอภาค หรืออาจเพิ่มหรือลดค่าของเงินตรา
** การลดค่าของเงินตรา ( Devaluation ) เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าเสมอภาคโดยรัฐ-บาล ทำให้ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกได้ 1 ดอลลาร์เท่าเดิม เช่น เดิมรัฐบาลประกาศอัตราแลกเปลี่ยนทางการไว้ 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ต่อมาประกาศลดค่าลดเหลือ 27 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ เป็นต้น
** การเพิ่มค่าของเงินตรา ( Revaluation ) เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าเสมอภาคโดยรัฐ-บาลทำให้ต้องใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อแลกได้ 1 ดอลลาร์เท่าเดิม เช่น เดิมอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ต่อมารัฐบาลประกาศเพิ่มค่าเงินบาทเป็น 23 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ เป็นต้น
** การเสื่อมค่าของเงิน ( Depreciation ) หมายถึง การที่เงินตราสกุลนั้นเมื่อคิดเทียบกับเงินสกุลอื่นแล้วมีราคาลดลง ทั้งนี้เกิดจากอุปสงค์และอุปทานของเงินตราเปลี่ยนแปลงไป
** การเพิ่มค่าของเงิน ( Appreciation ) หมายถึง การที่เงินตราสกุลนั้นเมื่อคิดเทียบกับเงินสกุลอื่นแล้วมีราคาสูงขึ้น เช่น เงินดอลลาร์มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท แสดงว่า เงินดอลลาร์หนึ่ง ๆ จะแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น
3. ระบบการเงินซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนถูกควบคุม ( Exchange Control ) เป็นระบบที่รัฐบาลใช้อำนาจผูกขาดควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศจะตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดขึ้น

วัตถุประสงค์ของการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พอสรุปได้ดังนี้
1.
เพื่อจำกัดการนำเงินทุนเข้าประเทศหรือการส่งเงินทุนออก
2.
เพื่อรักษาค่าภายนอกของเงินตราของประเทศให้มีเสถียรภาพ
3.
เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราที่เป็นทองคำของประเทศและทรัพย์สินต่าง
ประเทศไว้
4.
เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อถือในความมั่นคงของเงินตรา
5.
เพื่อสงวนเงินตราต่างประเทศเอาไว้ใช้ในภาระจำเป็น
6.
เพื่อต้องการเงินตราต่างประเทศเอาไว้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
หลักทรัพย์ซึ่งพลเมืองในประเทศอื่นถือไว้
** ผลเสียที่สำคัญของการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนก็คือ มักจะทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องรักษาดุลการค้าแบบทวิภาค ซึ่งนับว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎของ Comparative Advantage โดยระบบการค้าแบบทวิภาคจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิตลดน้อยลง
** ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบเสรีหรือแบบลอยตัว ( Floating Exchange Rate ) อย่างมีการจัดการ กล่าวคือ สามารถเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทได้บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทลดต่ำลงจากเดิมอย่างมาก

เมื่อมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น ก็จะมีการซื้อการขาย เป็นผลให้ต้องมีเงิน ระหว่างประเทศติดตามมาในด้านการเงินระหว่างประเทศนี้เป็นผลทำให้เกิดดุลการค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขึ้น

ดุลการค้า (Balance of trade)
ดุลการค้า หมายถึง การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่าสินค้าออกกับมูลค่า สินค้าเข้าของประเทศในระยะเวลา 1 ปี การเปรียบเทียบจะจำกัดเฉพาะมูลค่าตามบัญชี เดินสะพัดเท่านั้น ได้แก่ รายรับซึ่งคิดจากมูลค่าของสินค้าออก ณ แหล่งผลิต ส่วนรายจ่าย คิดจากมูลค่าของสินค้านำเข้ามารวมกับค่าบริการในการนำเข้า คือค่าประกันภัยและค่าระวาง แต่ไม่รวมรายการที่เกี่ยวกับบริการด้านอื่น เช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการ ศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายทางการทูต การช่วยเหลือ จากต่างประเทศ การกู้ยืมจากต่างประเทศ เป็นต้น ภาวะของดุลการค้าจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ คือ
1.1 ดุลการค้าสมดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกเท่ากับมูลค่านำเข้า สมมุติในปีหนึ่ง ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันก็มีการสั่งสินค้าเข้ามา 10,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศสมดุลเท่ากับ 10,000 ล้านบาท เป็นต้น
1.2 ดุลการค้าขาดดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกน้อยกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติใน ปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามามีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศขาดดุลเท่ากับ 5,000 ล้านบาท เป็นต้น
1.2 ดุลการค้าเกินดุล หมายถึง มูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านำเข้า เช่น สมมุติใน ปีหนึ่งประเทศไทยส่งสินค้าออกไปขายได้ 10,000 ล้านบาท แต่สั่งสินค้าเข้ามาเพียง 8,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศเกินดุลเท่ากับ 2,000 ล้านบาท เป็นต้น
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักมีดุลการค้าขาดดุล คือ มีมูลค่าการส่งออกน้อยกว่า มูลค่าการนำเข้าเพราะประเทศกำลังพัฒนามีความต้องการสินค้าทุน ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยีการผลิต ซึ่งมีราคาแพงเข้ามาใช้พัฒนาประเทศ แต่สินค้าออกที่ เป็นผลิตผลด้านการเกษตรมักมีราคาต่ำ จึงต้องประสบกับปัญหาดุลการค้าขาดดุลในระยะ เร่งรัดพัฒนาประเทศ

ดุลการชำระเงิน (balance of payment)
ดุลการชำระเงิน หรือ ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หมายถึง บัญชีหรือรายการที่ แสดงการรับ และการจ่ายเงินตราต่างประเทศจากการค้า การบริการ และการเงินด้านอื่นๆ ของประเทศที่เกิดจากการติดต่อกับประเทศอื่นสนระยะเวลาหนึ่ง (ปกติมีระยะเวลา 1 ปี) ดุลการชำระเงินจะแสดงรายการรายรับและรายจ่ายในการนำสินค้าเข้าประเทศและส่งสินค้าออก ไปขายต่างประเทศ และรายรับรายจ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าชนส่งและค่าประกันภัยในการนำสินค้า เข้าหรือออก เงินที่รัฐบาลกู้จากต่างประเทศ เงินต้น และดอกเบี้ยที่รัฐบาลส่งไปชำระให้ต่าง ประเทศ เป็นต้น
ลักษณะของดุลการชำระเงิน มี 3 ลักษณะ คือ
1. ดุลการชำระเงินสมดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศเท่ากับยอดรายจ่าย เงินตราต่างประเทศ
2.
ดุลการชำระเงินขาดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศน้อยกว่ายอด รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ
3.
ดุลการชำระเงินเกิดดุล หมายถึง ยอดรายรับเงินตราต่างประเทศมากกว่ายอด รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ
ยอดรายรับและรายจ่ายเป็นรายการรับและจ่ายเงินตราต่างประเทศ ในด้านการค้า และติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เงินโอนหรือเงินช่วยเหลือ ระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ เป็นต้น ดุลการชำระเงินนี้จะแสดงให้เห็นถึงฐานะ ทางการเงินระหว่างประเทศของประเทศ ถ้าประเทศใดมีดุลการชำระเงินขาดดุล มียอดรายจ่าย มากกว่ายอดรายรับติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้จำนวนเงินตราต่างประเทศหรือทองคำที่ สะสมไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลง และถ้าลดลงมากก็อาจกระทบกระเทือน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้
ดุลการชำระเงินแตกต่างจากดุลการค้า คือ ดุลการชำระเงินบันทึกการรับจ่ายที่เกิดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทุกๆ ธุรกรรม (transaction) ในขณะที่ ด จากการแลกเปลี่ยนดุลการค้าจะบันทึกรายการเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เพียงธุรกรรมเดียว ดังนั้นดุลการค้า จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงินเท่านั้น และหากว่าดุลการค้าไม่สมดุล ก็ไม่จำเป็นว่า ดุลการชำระเงินจะต้องไม่สมดุลตามไปด้วย
ตามปกติดุลการชำระเงินจะมียอดบัญชีที่สมดุลอยู่เสมอ เพราะมีบัญชีทุนสำรอง ระหว่างประเทศใช้เป็นตัวปรับความไม่สมดุลที่เกิดจากยอดรวมสุทธ ิของบัญชีอื่น ถ้าผลรวม ของบัญชีอื่นมียอดขาดดุลจะส่งผลให้ยอดบัญชีทุนสำรองระหว่าง ประเทศลดลง แต่ถ้าผลรวม บัญชีอื่นมียอดเกินดุลยอดบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น
2.3 การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัตน์
      ในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มที่โดยจะเห็นได้จากการที่มีการเพิ่มขึ้นของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก จากการที่มีการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศให้ลดน้อยลงไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราภาษีศุลกากรหรือการยกเลิกมาตรการโควตาการนำเข้าต่างๆตามกฎขององค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องการจัดการการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างเสรีและให้ความเท่าเทียมกันแก่ประเทศสมาชิกทุกประเทศ อีกทั้งเทคโนโลยีในการขนส่งได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ ทำให้สามรถประหยัดเวลาและต้นทุนทั้งในด้านการขนส่งสินค้าและทางด้านการเดินทางระหว่างประเทศ การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็วจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้สามารถรับทราบข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์สำคัญต่างๆที่ได้เกิดขึ้นในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถส่งผ่านข้อมูลต่างๆข้ามพรมแดนประเทศได้อย่างสะดวกใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้การเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้ใหม่ๆสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศน และการสื่อสาร โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในยุคโลกาภิวัฒน์นี้โลกเสมือนได้ย่อขนาดของตัวเองให้เล็กลงจากการที่มนุษย์สามารถเดินทางหรือติดต่อสื่อสาร รับส่งข้อมูล และทำการค้าระหว่างกันจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
การก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์นั้นเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการใช้นโยบายการค้าเสรีของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำเข้ามาช่วยในอุตสาหกรรมการทอผ้าและการเปิดเสรีทางการค้าทำให้อังกฤษสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้โดยปราศจากภาษีทำให้มีต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ต่ำจึงสามารถผลิตสินค้าออกไปจำหน่ายในตลาดโลกได้ในราคาที่ถูกกว่าประเทศอื่น จึงส่งผลให้ประเทศอื่นเริ่มมีการคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆเพื่อช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและส่งเสริมให้การค้าระหว่างประเทศเป็นระบบการค้าเสรีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างประเทศซึ่งจะทำให้แต่ละประเทศเลือกที่จะผลิตสินค้าที่ตนเองมีความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์(Comparative Advantage) ตามทฤษฎีของริคาร์โด ซึ่งจะเป็นการช่วยให้มีการผลิตสินค้าในระบบเศรษฐกิจของโลกเพิ่มมากขึ้นจากการที่แต่ละประเทศผลิตสินค้าที่ตนเองมีความถนัด
ภายหลังจากการปฏิวัติอุสาหกรรมทำให้สามารถผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการขนส่งขึ้น เพื่อให้สามรถขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตและประหยัดเวลาในการขนส่งเพื่อหาตลาดในประเทศใหม่ที่อยู่ห่างไกลออกไปในการจำหน่ายสินค้าที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น การใช้เรือเดินสมุทรขนส่งสินค้าข้ามทวีป การสร้างทางรถไฟในการขนส่งสินค้า
เมื่อมีความก้าวหน้าทางด้านการขนส่งแล้วจึงมีการพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสาร มีการใช้เทคโนโลยีในในการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาเชื่อมโลกโดยเริ่มจากการใช้การส่งโทรเลข การใช้โทรศัพท์พื้นฐาน และเปลี่ยนมาใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการเข้ามาของระบบอินเตอร์เน็ทที่สามรถเชื่อมโยงข้อมูลในทุกมุมโลกเข้าไว้ได้ด้วยกัน ส่งผลให้การส่งผ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆในโลกยุคโลกาภิวัฒน์สามารถทำได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าจะอยู่ห่างกันคนละประเทศหรือคนละทวีป
จากการที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในการขนส่งและการสื่อสารและการลดอุปสรรคทางด้านการค้าและการลงทุน ก่อให้เกิดการแข่งขันกันในด้านการผลิตและเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนและปัจจัยในการผลิตได้อย่างเสรี เนื่องจากมีการแข่งขันกันในด้านการผลิตสินค้าดังนั้นจึงต้องมีการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังแหล่งที่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ อาทิต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ต่ำหรือมีทรัพยากรในการผลิตที่มีปริมาณมาก โดยเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอย่างเสรี อีกทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีในการผลิตสามารถทำได้ง่าย ดังนั้นการตั้งบริษัทลูกขึ้นต่างประเทศจึงสามารถทำได้ง่ายและใช้เทคโนโลยีในการผลิตจากบริษัทแม่ได้จากการทีการส่งผ่านข้อมูลสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วจากการส่งผ่านข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตที่จะสามารถแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้
ดังนั้นเราจึงสามารถสรุปถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดโลกยุคโลกาภิวัฒน์ขึ้นมาได้ดังนี้คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการขนส่งและการสื่อสารส่งผลให้ต้นทุนในการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกรรมข้ามประเทศมีต้นทุนที่ลดน้อยลง มีการลดอุปสรรคทางกาค้าระหว่างประเทศลงตามหลักการขององค์การการค้าโลกทั้งอุปสรรคทางด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้นั้นได้เป็นตัวกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันทั่วทุกมุมโลก
เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แล้วดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้คือรัฐบาลจะต้องเข้ามาพัฒนาปัจจัยพื้นฐานต่างๆไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา การคมนาคมขนส่ง เพื่อรองรับและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และควรจะลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ว่าจะเป็นทางด้านการให้การศึกษาอย่างทั่วถึง การให้บริการทางสาธารณสุข และการส่งเสริมในด้านการวิจัยเพื่อการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการผลิต
นอกเหนือจากการที่รัฐบาลนั้นจะต้องให้การสนับสนุนทางด้านการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการลงทุนเพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลภายในประเทศแล้วนั้น รัฐบาลควรที่จะมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัฒน์
มาตรการแปรรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นอาจจะทำได้ดังนี้คือ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก หรือการเจราจาเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยเร่งรัดในการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศลง เป็นการกระตุ้นในเกิดการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้มีการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เพื่อที่จะนำไปสู่การแข่งขันในการผลิตสินค้าและบริการขึ้นในประเทศ ทำให้เกิดการคิดค้นและวิวัฒนาการสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการผลิตใหม่ๆเพื่อเข้ามาช่วยในการผลิตให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น หรือคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานที่รัฐตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยปราศจากคู่แข่งทำให้ไม่เกิดการแข่งขันขึ้น ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการผลิตและการให้บริการ อีกทั้งยังก่อให้เกิดการผูกขาดขึ้นในตลาด อีกทั้งการที่เป็นองค์กรที่มีรัฐเข้ามาดูแลทำให้การบริหารงานนั้นเชื่องช้า ดังนั้นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจควรจะได้รับการแปรรูปเพื่อให้มีการบริหารงานที่คล่องตัวในรูปแบบเอกชน และเปิดให้มีการแข่งขันโดยให้เอกชนรายอื่นๆได้เข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้น ยกเลิกระบบการผูกขาดในรูปแบบการให้สัมปทาน ตัวอย่างรัฐวิสาหกิจที่ควรได้รับการแปรรูปของไทยก็คือกิจการรถไฟไทย เนื่องจากรถไฟเป็นการขนส่งทางบกระบบรางที่สามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณที่มากและใช้เวลาในการขนส่งรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการประหยัดพลังงานในสภาวะที่โลกต้องประสบกับปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นกลับเป็นองค์กรที่ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน มีการดำเนินงานที่ขาดทุนมาตลอด ขาดการพัฒนาองค์กรตัวอย่างเช่นยังใช้ระบบรถไฟรางเดียวมาตั้งแต่เริ่มกิจการครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้ปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการที่ไม่มีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันทำให้ไม่ต้องพัฒนาองค์กรเพื่อแข่งขันกับผู้อื่น อีกทั้งหากมีการขาดทุนองค์กรก็ยังคงอยู่ได้เนื่องจากการที่มีรัฐเข้ามาดูแลให้การสนับสนุน ดังนั้นจึงจะต้องเร่งเข้ามาแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อที่จะสามารถใช้ในการให้บริการด้านการคมนาคมขนส่งระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
การยกระดับการผลิตภายในประเทศไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น โดยการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีหนาแน่นเช่นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีความรู้หนาแน่น เน้นให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการวิจัยเพื่อคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาและใช้ในอุตสาหกรรม และควรมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาออกมาเพื่อคุ้มครองไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากหากว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์กันมากจะทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นจะเสียประโยชน์ส่งผลให้ไม่มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา
การเปิดเสรีทางการเงินก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อตอบรับกระแสโลกาภิวัฒน์เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนภาคเอกชนได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างหลากหลายทั้งสถาบันการเงินภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างสถาบันการเงินในการให้บริการทางการเงินเพิ่มมากขึ้น และเป็นแรงกระตุ้นให้สถาบันการเงินต่างๆเหล่านี้คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆออกมาเพื่อเอานวยความสะดวกทางด้านธุรกรรมทางการเงินอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการผูกขาดในระบบสถาบันการเงินของไทย แต่รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ควรที่จะมีมาตรการที่คอยดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด ควบคุมการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงทางการเงินที่สูงมากเกินไปเพื่อป้องกันไม่ใช้เกิดการล้มละลายของสถาบันการเงินอันจะนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินขึ้นมาได้
นอกเหนือไปจากการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของรัฐบาลดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น รัฐบาลควรที่จะมีการปฏิรูปการดำเนินนโยบายการคลังอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายการคลังแบบสมดุล ภาครัฐไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวในระบบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากจะเป็นการเข้าไปแย่งทรัพยากรในการผลิตสินค้าจากภาคเอกชน รัฐมีหน้าที่เพียงการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการออกกฎเกณฑ์ต่างๆในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างแท้ จริงไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ การปฏิรูประบบภาษีจากปัจจุบันที่มีฐานภาษีที่แคบดังนั้นจึงมีการเก็บภาษีได้จากคนบางกลุ่มเท่านั้นทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูง หากมีการขยายฐานภาษีออกไปได้กว้างจะทำให้มีการเก็บภาษีได้มากและลดอัตราการเสียภาษีที่สูงให้น้อยลงได้ เป็นตัวกระตุ้นในเกิดความน่าสนใจในการลงทุนภายในประเทศ
แต่กระแสโลกาภิวัฒน์ย่อมมีผู้ที่ได้รับประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์ ดังนั้นรัฐก็ควรที่จะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากกระแสโลกาภิวัตน์นี้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่นในการเปิดเขตเสรีการค้ากับประเทศจีน เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในภาคเหนือได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศจีนได้ ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาใช้มาตรกาให้ความช่วยเหลือเช่น การปรับโครงสร้างการผลิตกระเทียมโดยเปลี่ยนให้เกษตรกรที่ปลูกกระเทียมในพื้นที่ที่ไม่สามารถแข่งขันได้เปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่นแทนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถปรับตัวแข่งขันได้
ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แล้วจะทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น เสมือนทำให้เกิดเป็นเพียงตลาดเดียวภายในโลกนี้ เป็นโลกยุคไร้พรมแดน เนื่องจากการผลิต การค้า การลงทุน การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ สามารถทำการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ระบบที่มีตลาดเดียวทำให้เกิดการแข่งขันกันในการผลิตสินค้าและบริการ ลดการผูกขาดลง นำไปสู่สภาวะที่เข้าใกล้ตลาดแข่งขันสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถใช้กฎอุปสงค์อุปทานในการกำหนดราคาสินค้าได้อย่างสมบูรณ์ ลดการได้รับกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตคงเหลือเพียงแต่กำไรตามปกติ ประชาชนผู้บริโภคเป็นผู้ได้รับประโยชน์ เกิดความกินดีอยู่ดีขึ้นภายในสังคมโลก เพราะฉะนั้นแล้วประเทศไทยจึงควรเตรียมพร้อมปฏิรูประบบเศรษฐกิจต้อนระบบกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เพื่อที่จะได้ตักตวงผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัฒน์ของระบบเศรษฐกิจโลก
 
 
2.4 องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคต่างๆ ของโลก
องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
                การที่แต่ละประเทศมีศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติและมนุษย์ไม่เท่ากัน เป็นสาเหตุสำคัญเบื้องต้น ที่ทำให้สภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกัน แม้ประเทศ นั้นๆจะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันหรือมีสภาพแวดล้อมอื่นๆใกล้เคียงกันหลายอย่าง ก็ตาม ปัจจุบัน นี้ประเทศต่างๆจึงหันมาให้ความร่วมมือ เพื่อช่วยเหลือกันมากขึ้นโดยการรวมกลุ่มกัน เพื่อผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและจัดตั้งเป็นสมาชิก สนธิสัญญา หรือองค์การระหว่างประเทศขึ้นมา
              องค์การระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและมีความสัมพันธ์กับประเทศไทย ได้แก่
          1. สหภาพยุโรป
 
 
สหภาพยุโรป (European Union EU)
                สหภาพยุโรป พัฒนามาจาก ประชาคมยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมองค์การทางเศรษฐกิจ 3 องค์การเข้าด้วยกัน คือ ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปหรือตลาดร่วมยุโรป และประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป จัดตั้งขึ้นเพื่อยกระดับทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปให้ดีขึ้น โดยอาศัย ความร่วมมือของประเทศสมาชิก
ประวัติก่อตั้ง
            พ.ศ. 2493 ประเทศฝรั่งเศสมีโครงการจะก่อตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป (The European Coal and Steel Community : ECSC) ขึ้น เพราะนอกจากจะเป็น การช่วยยกฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปแล้ว ยังเป็นการสร้างพื้นฐาน ในการที่จะก้าวไปสู่การเป็นสหพันธรัฐในอนาคตอีกด้วย ฝรั่งเศสจึงขอความร่วมมือ จากประเทศต่างๆในยุโรป โดยการแถลางการณ์ต่อบรรดาผู้แทนของหนังสือพิมพ์ทั่วโลก และเมื่อฝรั่งเศสแถลงการณ์ออกไปแล้ว ประเทศเยอรมนี เบลเยี่ยม อิตาลี ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ ได้ตกลงร่วมกันสมัครเข้าเป็นสมาชิก และได้จัดตั้งเป็นองค์การ ECSC อย่างเป็นทางการขึ้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2494
            ต่อมาผู้นำทั้ง 6 ได้ร่วมกันจัดตั้งองค์การป้องกันยุโรป (European Defence Council : EDC)ขึ้น อีกองค์การหนึ่ง เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้มีความร่วมมือกันทางการเมือง และเพื่อเป็นการสนับสนุนองค์การนาโตด้วย และในการจัดตั้งองค์การนี้ จะทำให้ยุโรปมีกองทัพที่สมบูรณ์ แต่ EDCก็ไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ เพราะรัฐสภาของฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัตยาบัน แต่ด้วยความจำเป็นที่ยุโรปจะต้องมี นโยบายต่างประเทศร่วมกันเพื่อจะให้กองทัพมีบูรณภาพ รัฐมนตรีการต่างประเทศ ของประเทศสมาชิกทั้ง 6 จึงมอบหมายหน้าที่ให้สภาของ ECSC เตรียมโครงการ จัดตั้งประชาคมการเมืองยุโรป (European Political Community : EPC) ขึ้น เพื่อเสนอต่อรัฐบาลของประเทศทั้ง 6 องค์การ EPC มีจุดประสงค์ ที่จะดำเนินนโยบายทางการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง ดังนั้น EPC จึงต้องล้มเลิกโครงการไป ต่อมาประเทศทั้ง 6 ก็เปลี่ยนแนวทาง จากการรวมตัวทางการเมืองมาเป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจแทน และได้ร่วมมือกันต่อตั้ง กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรปหรือตลาดร่วมยุโรป (The European Economic Community : EEC) และประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรปหรือยูเรตอม (European Atomic Energy Community : EAEC หรือEuratom) ขึ้นใน พ.ศ.2500 การก่อตั้งองค์การทั้ง 2 นี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรปตะวันตก คือ ECSC , EEC , และ FAEC โดยเฉพาะองค์การEEC และ EAEC นี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ECSC มาก แต่มีอำนาจน้อยกว่า ECSC และต่อมาเพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นคง ให้แก่ทวีปยุโรป จึงมีการรวมองค์การบริหารของ ECSC , EEC และEAEC เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อว่า ประชาคมยุโรป (European Community : EC) ในพ.ศ. 2510 เพื่อผลประโยชน์ ทางด้านเศรษฐกิจ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2536 เปลี่ยนชื่อเป็น สหภาพยุโรป(European Union : EU) ขึ้น เพราะนอกจากจะร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นองค์การความร่วมมือทางด้านการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกด้วย
            ในปัจจุบัน EU มีสมาชิก 15 ประเทศ โดยได้รับสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมตามลำดับก่อนหลัง ดังนี้
            สมาชิกเดิม : ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยี่ยม อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์
            พ.ศ. 2516 : เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร
            พ.ศ. 2522 : กรีซ
            พ.ศ. 2529 : โปรตุเกส สเปน
            พ.ศ. 2538 : ออสเตรีย ฟินแลนด์ และสวีเดน
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
            1. เพื่อรวบรวมระบบเศรษฐกิจ ความร่วมมือในการพัฒนาสังคม และการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว
            2. เพื่อยกระดับการดำรงชีวิตของประชากรชาวยุโรปให้ดีขึ้น
            3. เพื่อจัดตั้งสหภาพศุลกากรโดยการขจัดอุปสรรคต่างๆทางการค้าระหว่างประเทศ
วัตถุประสงค์ของการเป็นสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน
            1. ให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดมีการใช้เงินตราสกุลเดียวกัน (Single Currency)
            2. ให้มีการจัดตั้งสถาบันการเงินแห่งยุโรป (European Monetary Institute : EMI) ขึ้นภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2537 เพื่อเป็นการรองรับการจัดตั้งธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank : ECB) ซึ่งมีหน้าที่ในการออกเงินตราสกุลเดียวกัน เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
            3. ให้ประเทศสมาชิกประสานงานนโยบายเศรษฐกิจในด้านต่างๆเพื่อลดความแตกต่าง ทางด้านค่าเงินของแต่ละประเทศ 
ผลการปฏิบัติงาน
            ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนกระทั่งถึง พ.ศ.2525 ปรากฏว่าสหภาพยุโรป ได้มีการติดต่อค้าขาย ระหว่างกัน มีมูลค่าสูงถึง 25 เท่าของ พ.ศ.2501 และในการค้ากับต่างประเทศโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หากเปรียบเทียบการค้าใน พ.ศ. 2501 และ 2525 แล้ว ปรากฏว่าสหภาพยุโรปส่งสินค้าออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มีมูลค่าสูงถึง 18 เท่า และสั่งสินค้าเข้าสูงขึ้นถึง 13 เท่าของ พ.ศ.2501 ทั้งนี้ก็เพราะสหภาพยุโรปได้เลิกการจำกัด ปริมาณสินค้าเข้าและยกเลิกระบบภาษีศุลกากรจาก ประเทศสมาชิกอย่างเด็ดขาดและ ลดหย่อนข้อจำกัดอื่นๆแก่ประเทศนอกกลุ่มสมาชิกลง
           กล่าว ได้ว่าสหภาพยุโรปได้พัฒนาไปจนเกือบถึงระดับการเป็นสหภาพเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ อัน เป็นขั้นสูงสุดของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปจึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นองค์การความร่วมมือ ทางด้านการเมือง กล่าวคือ ใน พ.ศ. 2534 สภาสหภาพยุโรป (EU Parlimanent) ได้คัดเลือกเจ้าหน้าที่บริหารขึ้นมา 20 คน เพื่อจัดให้มีการประชุมระหว่างประเทศและ ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญามาสตริกต์ (Maastricht Treaty, 1992) ในการที่จะให้ประเทศสมาชิกได้ใช้เงินหน่วยเดียวกัน ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 หรืออย่างช้าไม่เกิน พ.ศ.2545 และกำหนดกรอบนโยบายป้องกันประเทศ และนโยบายต่างประเทศร่วมกัน แต่การดำเนินการดังกล่าว ยังต้องประชุมปรึกษาหารือกันต่อไป ทั้งนี้เพราะประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป ต่างมีภาระเศรษฐกิจ สังคม และประชากรแตกต่างกัน
            สำหรับความคืบหน้าในด้านความร่วมมือกันทางการเงิน สหภาพยุโรปได้ตั้งธนาคาร กลางยุโรปขึ้นเมื่อ พ.ศ.2541 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2541 สมาชิกสหภาพยุโรป 11 ประเทศ (ยกเว้น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก สวีเดน และกรีซ) ได้เริ่มร่วมกันใช้เงินสกุลเดียว
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกลุ่มสหภาพยุโรป
            1. ด้านการเมือง ไทยกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรปได้มีความสัมพันธ์อันดี ตลอดมาโดยมีผู้นำของแต่ละฝ่ายได้เดินทางไป เยี่ยมเยือนเพื่อกระชับสัมพันธไมตรีต่อกัน
            2. ด้านการค้าขาย ไทยได้มีการค้าขายกับประเทศสมาชิกของกลุ่มสหภาพยุโรป มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน โดยเฉพาะกับสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี และเดนมาร์ก กระทั่งถึงปัจจุบัน ไทยก็ยังมีสัมพันธไมตรีทางการค้ากับประเทศเหล่านี้อยู่ สินค้าสำคัญ ของไทยที่ส่งให้กับประเทศต่างๆในกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ มันสำปะหลัง สิ่งทอ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรกล และยานยนต์
            3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม ไทยมักจะได้รับความสนใจและความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรป อยู่เสมอ เช่น การส่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ มาให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษา โครงการต่างๆ และการให้ทุนแก่นักศึกษาไทยไปศึกษาต่อ ณ ประเทศเหล่านั้น
 
องค์การการค้าโลก
(World Trade Organization : WTO)
                องค์การการค้าโลก เป็นองค์การระหว่างประเทศที่พัฒนามาจากข้องตกลงทั่วไป ว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า หรือแกตต์ (GATT : General Agreement of Tariffs and Trade) เป็นองค์การความร่วมมือทางการค้าเพื่อจำกัดระบบโควตา และภาษีอากรค้า ระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ยอมรับกันมากว่าข้อตกลงที่ได้กำหนดขึ้น โดยทบวงการชำนัญพิเศษทางด้านเศรษฐกิจของสหประชาชาติ และข้อตกลงนี้ ได้ขยายวงกว้างขึ้นจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และใน พ.ศ. 2538 แกตต์ได้พัฒนามาเป็น องค์กรการค้าโลก ทำให้มีบทบาทและมีอำนาจหน้าที่กว้างขวางขึ้นไปอีก
 ประวัติก่อตั้ง
            แกตต์หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า เป็นสนธิสัญญาทางการค้า ระหว่างประเทศ เริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2491 มีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 23 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใน พ.ศ. 2542 มีประเทศที่เข้าร่วมเป็น สมาชิกของแกตต์ทั้งสิ้นจำนวน 128 ประเทศ
            องค์การการค้าโลกที่พัฒนามาจากแนวทางดำเนินการของแกตต์ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 ด้วยสมาชิกเริ่มแรก 81 ประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก 144 ประเทศ ใช้สำนักงานใหญ่ของแกตต์เดิมที่เจนีวาเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์การการค้าโลก
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
            1. เพื่อพัฒนาระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศ
            2. เพื่อกำกับการดำเนินการของประเทศสมาชิกให้เป็นไปตามข้อตกลงแกตต์ และองค์การการค้าโลก
            3. เพื่อยุติกรณีพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
            4. เพื่อเป็นเวทีเจรจาการค้าของประเทศสมาชิก
หน้าที่ขององค์การการค้าโลก
            1. บริหารความตกลงและบันทึกความเข้าใจที่เป็นผลจากการเจรจาในกรอบของ GATT / WTO รวม 28 ฉบับ โดยผ่านคณะมนตรีและคณะกรรมการต่างๆ รวมทั้งการดูแลให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณี
            2. เป็นเวทีเพื่อเจรจาลดอุปสรรคทางด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกในรูปของ มาตรการภาษีศุลกากร และมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร
            3. เป็นเวทีสำหรับแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และหากไม่ สามารถทำการตกลงกันได้ ก็จะจัดตั้งคณะผู้พิจารณาซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ข้อเสนอแนะ
            4. ติดตามสถานการณ์การค้าประหว่างประเทศ และจัดให้มีการทบทวน นโยบายการค้าของประเทศสามาชิกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการตรวจสอบให้เป็นไป ในแนวทางการค้าเสรีและตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
            5. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านข้อมูล ข้อแนะนำเพื่อให้สามารถ ปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนทำการศึกษาเกี่ยวกับประเด็นการค้าที่สำคัญๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประเทศสมาชิก
            6. ประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)เพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น
            องค์การ การค้าโลกมีขอบข่ายความรับผิดชอบกว้างขวางกว่าแกตต์ เพราะแกตต์ดูแล เฉพาะการค้าสินค้าเท่านั้น ส่วนองค์การการค้าโลกนอกจากดูแลการค้าสินค้าแล้ว ยังต้อง รับผิดชอบดูแลการค้าบริการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนที่เกี่ยว ข้องกับการค้าด้วย
 ผลการปฏิบัติงาน
            จากการก่อตั้งแกตต์ขึ้นมา ใน พ.ศ. 2491 ทำให้มีผลในการควบคุมต่อระบบภาษีอากร และการค้าของโลกมากกว่าร้อยละ 80 ขอสินค้าออกทั้งหมด และประเทศสมาชิกได้มีโอกาส ทำการตกลงกันในโครงการใหญ่หลายเรื่องได้สำเร็จ เช่น การลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรภายใน ประเทศสมาชิก ยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับสินค้าเข้า และข้อจำกันในการปฏิบัติทางการค้า เป็นต้น ทำให้การหมุนเวียนขอสินค้าระหว่างประเทศคล่องตัวขึ้น และสินค้าส่งออกมีการกระจายตัว สูงขึ้น แกตต์ได้มีการเจรจามาแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 8 เรียกว่า การเจรจารอบอุรุกวัย (Uruguay Round) ผลจากการเจรจาครั้งนี้ตกลงให้จัดตั้งองค์การการค้าโลกขึ้นเพื่อทำหน้าที่ บริหารข้อตกลงแกตต์ และทำให้เกิดความสำเร็จทางการค้าหลายประการ เช่น การลดภาษีศุลกากรสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและสิ่งทอ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญา การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ การลงทุนเกี่ยวกับการค้า เป็นต้น
 
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับองค์การการค้าโลก
            ทุกปีจะมีคำร้องจากประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าต่างๆ แต่จากการเจรจากัน ปัญหาส่วนใหญ่สามารถตกลงกันได้ นับได้ว่าองค์การการค้าโลก เป็นองค์การทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงาน องค์กรหนึ่งในปัจจุบัน
            ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของแกตต์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 นับเป็นประเทศที่ 88 และได้ผูกพันอัตรภาษีศุลกากรของสินค้าไว้ 93 รายการ เพื่อเป็นการ แลกเปลี่ยนกับสิทธิประโยชน์ที่ประเทศภาคีอื่นผูกพันไว้ด้วย หลังจากแกตต์ได้พัฒนามา เป็นองค์การการค้าโลกแล้ว ไทยได้เข้าเป็นลำดับสมาชิกที่ 59 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2537 โดยมีฐานะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งด้วยประเทศหนึ่ง ไทยได้รับประโยชน์ทั้งจากการลดภาษีศุลกากร การยกเลิก และปรับปรุงกฎระเบียบทางการค้าให้รัดกุมและเป็นธรรมมากขึ้น
 
ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการเป็นภาคีสมาชิกขององค์การการค้าโลก คือ
            1. มีหลักประกันทางการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพราะข้อผูกพันที่มีต่อองค์การ การค้าโลกภาคีสมาชิกจะละเมิดไม่ได้ ถ้ามีการละเมิดเกิดขึ้น ประเทศนั้นจะต้องเจรจา และชดใช้ให้กับประเทศที่เสียหาย
            2. ได้รับประโยชน์ตามสิทธิและสิทธิพิเศษ ไทยได้รับสิทธิพิเศษรวมทั้งข้อปฏิบัติที่ องค์การการค้าโลกกำหนดให้แก่ประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
            3. ขยายการค้า การลดหย่อนภาษีศุลกากรและมาตรการทางการค้าอื่นของประเทศ คู่ค้าสำคัญของไทย ทำให้ไทยส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้มากขึ้น
            4. ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการ ไทยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การการค้าโลก หลายประการ เช่น การฝึกอบรมทางการค้า การได้รับข้อมูล เอกสารและข้อสนเทศต่างๆ ทางการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น
            5. มีเวทีสำหรับร้องเรียน ในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่าง ประเทศรวมถึงการร่วมกับประเทศภาคีอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน องค์การการค้าโลกเป็น องค์การกลางสำหรับการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และผลักดันให้ การแก้ปัญหาบรรลุเป้าหมายตามต้องการ
 
 
 
 
 
 
กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก 
Organization of Petroleum Exporting Countries ( OPEC )
กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก เป็นองค์การนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อความร่วมมือ ทางด้านนโยบายน้ำมัน และช่วยเหลือด้านเทคนิคเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิก
ประวัติการก่อตั้ง
โอเปคจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2503 โดยอิหร่าน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย และเวเนซุเอลา ต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีก 8 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ อินโดนีเซีย ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอลจีเรีย ไนจีเรีย เอกวาดอร์ และกาบอง รวมเป็นสมาชิก 13 ประเทศ ต่อมาเอกวาดอร์ลาออกเมื่อ พ.ศ.2535และกาบองลาออก พ.ศ.2538 ปัจจุบันจึงเหลือสมาชิกเพียง11ประเทศ
เดิมโอเปคมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ต่อมาในพ.ศ.2508 ได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
ในระยะเริ่มต้นในการก่อตั้งกลุ่มโอเปคขึ้นมา การขุดเจาะน้ำมันในประเทศสมาชิกต่างเป็น การลงทุนและดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติ ประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันได้รับค่าภาคหลวง ตอบแทน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนน้อย การร่วมมือของกลุ่มโอเปคในช่วงนี้ จึงมีจุดมุ่งหมาย สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
เพื่อเจรจากับบริษัทผู้ไดรับสัมปทานการตั้งกองทุนน้ำมันดิบให้เท่ากันทุกประเทศ
เพื่อนำราคาน้ำมันดิบที่เป็นผลมาจากการเจรจาใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณเป็น รายได้ของประเทศ
เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐต่อไป
กลุ่มโอเปคได้ดำเนินงานไปตามจุดประสงค์จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และต่อมาเมื่อมีสมาชิก เพิ่มขึ้นอีก 8 ประเทศ ทำมให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นและขยายวัตถุประสงค์เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกมากขึ้นคือ
เพื่อปกป้องราคาน้ำมันตกต่ำและเจรจาขายน้ำมันดิบในเงื่อนไขที่ดี
เพื่อเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทผู้ผลิตน้ำมันในอัตราที่สูงขึ้น
เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน
ผลการปฏิบัติงาน
ในปัจจุบันโอเปคเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลสูงมากทั้งระบบเศรษฐกิจ และ การเมืองระหว่างประเทศ เพราะมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงานที่มาจากน้ำมันแต่เหตุที่ ประเทศสมาชิกของกลุ่มโอเปคมีสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน ทั้งยังมีปริมาณน้ำมันสำรองไม่เท่ากันอีกด้วย การกำหนดราคาและโควตาการผลิตน้ำมันของ กลุ่มโอเปคในระยะหลังมานี้มักไม่มีเอกภาพ กล่าวคือ ประเทศคูเวต กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างเป็นประเทสที่มีน้ำมันสำรองอยู่มาก และมีความมั่นคง ของเศรษฐกิจ สามารถปฏิบัติตามมติของโอเปคได้ แต่ประเทศอิหร่าน แม้มีปริมาณน้ำมันสำรอง อยู่มากแต่หลังสงครามกับอิรักแล้วต้องลักลอบผลิตน้ำมันออกจำหน่ายเกินโควตา ที่โอเปคให้ไว้ เพื่อนำเงินมาฟื้นฟูบูรณะประเทศ ประเทศอิรักมีแหล่งน้ำมันสำรองมากประเทศหนึ่ง แต่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับอิหร่านและพ่ายแพ้สงครามในการปิดล้อมคูเวต ซึ่งสหประชาชาติได้ออกมาตรการต่างๆมากำหนด ทำให้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันได้ อย่างจำกัดมาก ส่วนประเทศไนจีเรียมีปริมาณน้ำมันสำรองน้อยเพราะเป็นประเทศยากจน และมีจำนวนประชากรมาก จึงต้องผลิตน้ำมันเกินโควตาและจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่า ที่โอเปคกำหนด
กิจกรรมสำคัยที่โอเปคดำเนินการมาตั้งแต่พ.ศ. 2516 เป็นต้นมาคือ การปรับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งได้กระทำหลายครั้งจนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ประเทศผู้ส่งน้ำมันดิบ เป็นสินค้าออกเหล่านี้มีบานะร่ำรวยขึ้น และได้นำเงินตราเหล่านี้ไปใช้เสริมสร้างความมั่นคง และพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ
นอกจากนี้สมาชิกของกลุ่มโอเปคยังได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ กำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศอาหรับที่มิได้เป็นสมาชิกของโอเปคและประเทศอื่นที่ประชากรบาง ส่วน นับถือศาสนาอิสลาม
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศโอเปค ได้แก่ การติดต่อค้าขายน้ำมันและ ด้านแรงงานที่ไทยมักส่งไปประเทศเหล่านี้ ส่วนการติดต่อกันในด้านอื่นนับว่ามีน้อย
แม้กลุ่มประเทศโอเปคจะเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมันเป็นเครื่องต่อรองกับประเทศ ต่างๆทั่วโลกทั้งด้าน เศรษฐกิจและการเมือง และประเทศไทยก็เคยได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการขึ้นราคา น้ำมันของกลุ่มโอเปค แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกลุ่มโอเปคยังมีอยู่ สรุปได้ดังนี้
1.ทางด้านการค้า ไทยยังมีการค้าขายกับกลุ่มโอเปค โดยนำเข้าน้ำมันจากประเทศเหล่าน ี้โดยเฉพาะประเทศโอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบีย และสินค้าออก ที่สำคัญของไทยที่ส่งไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องหนัง
2.ทางด้านแรงงาน เป็น เรื่องที่สำคัญและน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไทยได้จัดส่งแรงงาน เข้าไปทำงานในประเทศกลุ่มโอเปคเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องติดตาม และให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ ประเทศกลุ่มโอเปคที่คนไทยไปทำงานกันมากได้แก่ ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ส่วนในประเทศอิรัก หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียแล้ว จำนวนคนงานไทยลดลงและไม่มีแรงงานไทยอีก เมื่อเกิดสงครามและอดีตประธานาธิบดี ซัดดัมถูกโค่นอำนาจ
3.ด้านการเมือง มักเป็นความสำคัญทางด้านการทูตและการเยี่ยมเยือนเพื่อกระชับสัมพันธไมตรีของผู้นำประเทศ
4.อื่นๆ กลุ่มโอเปคได้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ ส่วนไทยให้ความสะดวกแก่ประเทศเหล่าน ี้โดยการให้นักวิชาการมาดูงานในไทย โดยเฉพาะการเกษตร
 
สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป
The European Free Trade Association ( EFTA )
ประวัติการก่อตั้ง
สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ก่อตั้งเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เนื่องจากความไม่พอใจของกลุ่มประเทศในองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป( Organization for European Economic Co-operation : OEEC ) ที่มีต่อองค์การตลาดร่วมยุโรป( EEC )จึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มการค้าใหม่ในพ.ศ.2501 เรียกว่า กลุ่มนอกอีซีซี มีสมาชิก 7 ประเทศ คือ ออสเตรีย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร(เรียกว่า กลุ่ม 7 นอก)ได้ตั้งชื่อกลุ่มว่าเอฟตาและมีการประชุมครั้งแรกที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2502 มีการลงนามในสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก และเริ่มดำเนินงานในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2503 ต่อมามีประเทศต่างๆเข้าร่วมเป็นสมาชิกและ ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกคือในพ.ศ.2504และ2513มีประเทศฟินแลนด์ และไอซ์แลนด ์สมัครเข้าเป็นสมาชิกตามลำดับ ส่วนประเทศเดนมาร์ก สหราชอาณาจักรขอถอนตัวออกจาก เอฟตาในพ.ศ.2517และโปรตุเกสขอถอนตัวในพ.ศ.2529เพื่อไปร่วมเป็นสมาชิกของอีอี ซี
ในปัจจุบันเอฟตามีประเทศสมาชิกรวม 6 ประเทศ คือ ออสเตรีย นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด ์(รวมลิกเตนสไตล์) ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
เพื่อปฏิรูประบบการค้าของสินค้าอุตสาหกรรมภายในกลุ่มประเทศสมาชิก
เพื่อกำหนดนโยบายการค้าของประเทศสมาชิกและประเทศนอกกลุ่มสมาชิก
ผลการปฏิบัติงาน
จากการประชุมครั้งแรกที่กรุงสตอกโฮล์ม ได้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีศุลกากรของรายการสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิก และยังได้กำหนดระบบการค้าเสรีเกี่ยวกับ ผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้กำหนดมาตรการป้องกันสินค้าจากประเทศ นอกกลุ่มสมาชิกที่จะน้ำเข้ามาขายในราคาถูกกว่าสินค้าของประเทศสมาชิกโดยการ จัดเก็บ ภาษีศุลกากรมากกว่าประเทศในกลุ่มสมาชิก
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป
ประเทศไทยทำการค้ากับเอฟตาเป็นอันดับสองรองจากอีซีซี โดยมีประเทสสวิตเซอร์แลนด์ เป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุด ส่วนประเทศสมาชิกอันดับรองลงมาที่ไทยติดต่อค้าขายด้วยได้แก่ สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ
สินค้าที่สำคัญที่ไทยส่งออกไปยังประเทศกลุ่มเอฟตาคือ อัญมณี สิ่งทอ น้ำตาลทรายดิบ สัตว์น้ำ ข้าว และเครื่องใช้สำหรับเดินทาง โดยเฉพาะประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มี ทรัพยากรน้อย ผลิตอาการได้ไม่เพียงพอแก่การบริโภคภายในประเทศ มีการนำเข้า อาหารและวัตถุดิบมาก นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังมีนโยบายการค้าเสรี และอัตราภาษีขาเข้าในเกณฑ์ต่ำ ทำให้ลู่ทางการขยายตลาดของไทยเกี่ยวกับ สินค้าประเภทอาหารมีมาก ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศต่างๆในกลุ่มเอฟตาได้แก่ เครื่องจักร วัตถุที่ใช้ผลิตกระดาษ เหล็ก สิ่งสกัดที่ใช้ในการฟอกหนังและย้อมสีเภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ และยานพาหนะทางบก
 สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
( Association of Southeast Asian Nations : ASEAN )
 
ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศผู้ก่อตั้งสมาคมเอเซียนที่มีเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มอาเซียนเป็นประเทศที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ
ประวัติการก่อตั้ง
เนื่องจากประเทศไทยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5ประเทศ คือ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนิเซีย ต้องการจะสร้างสันติภาพและความมั่นคงให้แก่ภูมิภาคนี้ ซึ่งจะต้องใช้ความพยายามร่วมกันขจัดปัญหาความแตกต่างทางการเมือง และการร่วมมือช่วยเหลือกัน ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม จึงได้คิดก่อตั้งสมาคมขึ้นโดยไม่มีประเทศ มหาอำนาจอยู่เบื้องหลังและใช้ชื่อสมาคมนี้ว่า สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) เมื่อพ.ศ.2510 ต่อมาได้รับประเทศอื่นๆเข้ามาเป็นสมาชิกตามลำดับดังนี้
เดือนมกราคม พ.ศ.2527 รับประเทศบรูไนเข้าเป็นสมาชิก
เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2528 รับเวียดนาม
พ.ศ.รับพม่า ลาว และเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542 รับกัมพูชาเป็นสมาชิกประเทศสุดท้าย เป็นอันว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีทั้งหมด 10 ประเทศ ได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนครบทุกประเทศแล้ว
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
1.เพื่อช่วยเหลือกันในการเร่งรัดพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้า ทางสังคม วัฒนธรรมของประเทศสมาชิก
2.เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงให้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3.เพื่อให้ความร่วมมือในการส่งเสริมด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้า และการคมนาคมขนส่ง
4.เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านการศึกษา อาชีพ วิทยาการ และการบริหาร
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียน
ประเทศภายในกลุ่มสมาชิกมีความร่วมมือกันทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคง และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
เขตการค้าเสรีอาเซียน( ASEAN Free Trade Area : AFTA ) เป็นการร่วมมือกันทางด้านการค้าที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างปนะเทศ และการเพิ่อขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านสินค้าของอาเซียนในตลาดโลกได้ โดยมีหลีกการที่สำคัญคือ การลดภาษีศุลกากรระหว่างกันเหลือร้อยละ0-5ภายใน10ปี(พ.ศ.2536-2546)
โครงการอุตสาหกรรมอาเซียน( ASEAN Industrial Project :AIP ) เป็นโครงการขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในแต่ละประเทศ เพื่อผลิตสินค้าอุสาหกรรม ที่อยู่ในความต้องการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ตกลงให้อินโดนีเซียและมาลเซียผลิตปุ๋ยยูเรีย ฟิลิปปินส์ผลิตปุ๋ยฟอสเฟต สิงคโปร์ผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และไทยผลิตเกลือโซดาแอซ ต่อมามีการเปลี่ยแปลงตามความตกลง คือ ฟิลิปปินส์ผลิตทองแดงแปรรูป สิงคโปร์ยกเลิกโครงการ ไทยเปลี่ยนเป็นทำเหมืองแร่โพแทซที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ โดยได้รับความเห็นชอบจากอาเซียนเมื่อพ.ศ.2534 ส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงผลิตปุ๋ยยูเรียต่อมา
โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเวียนหรือไอโก( ASEAN Industrial Cooperation Scheme :AICO ) มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภาคเอกชนของอาเซียนและ เพิ่ม ศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการ โดยโครงการแบ่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรม แล้วส่งออกไปขายในอาเซียน ซึ่งผู้ผลิตต้องเป็นเอกชนอย่างน้อย 2 บริษัท จากประเทศสมาชิกอย่างน้อย 2 ประเทศสินค้าในโครงการจะได้รับการลดภาษี ศุลกากรเหลือร้อยละ0-5ทันที
ความร่วมมือด้านการลงทุนด้วยการจัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียน( ASEAN Investment Area : AIA ) ตกลงให้จัดตั้งให้เสร็จในปีพ.ศ.2553 เพื่อส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการลงทุน ส่งเสริมการไหลเวียนของเงินทุน
พิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาท มีผลใช้บังคับในปีพ.ศ.2540
การเชื่อโยงความร่วมมือกับกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อต้องการขยายการค้าระดับภูมิภาคและระดับโลกให้เพิ่มสูงขึ้น สนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น
ผลการปฏิบัติงาน
จากความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนได้ปฏิบัติงานตามโครงการเพื่อสนองวัตถุประสงค์โดยจัดให้มีโครงการดำเนินการผลิตสินค้าทางอุตสาหกรรมเพื่อ จำหน่าย ซึ่งแบ่งการรับผิดชอบเป็นประเทศ
มีการจัดตั้งหน่วยงานสำรองข้าวยามฉุกเฉินในประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมรับภัยพิบัติ นอกจานี้ยังมีโครงการร่วมมือทางด้านสังคม
อาเซียนยังได้จัดความร่วมมือในด้านวัฒนธรรมและสนเทศ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆไว้หลายโครงการ
การ แสดงมีการแลกเปลี่ยนนักแสดง และการแสดงวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก ตามโครงการแลกเปลี่ยนศิลปิน จัดเป็นงานมหกรรมนาฎศิลป์อาเซียนและงานมหกรรมดนตรี อาเซียน ด้านการต่อต้านยาเสพติด โดยลงนามในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยหลักในการต่อต้าน การใช้ยาเสพติด
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของอาเซียน นับว่าเป็นผลดีต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของ ประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถต่อรองทางด้านการค้ากับประเทศสมาชิก และไม่ใช่สมาชิกนอกจากนี้การค้าระหว่างประเทศสาชิกด้วยกันก็ได้ยึดหลักความถนัด ในการผลิต หรือการแบ่งประเภทอุตสาหกรรมให้ประเทศสมาชิกทำการผลิตโดยไม่มี การผลิตการแข่งขัน กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากการเป็น สมาชิกกลุ่มอาเซียน ดังนี้
1. ด้านการค้า ประเทศไทยได้รับสิทธิพิเศษทางด้านการค้าด้วยการได้ลดหย่อนอัตราภาษีศุลกากรหรือ ยกเว้นภาษีที่ประเทศไทยส่งไปขายยังประเทศสมาชิกสำหรับสินค้าบางประเภท เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยสมาชิกได้รับจากประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงของเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา (AFTA – ASEAN Free Trade Area)
2. ด้านอุตสาหกรรม ประเทศไทยได้ร่วมกับอาเซียนในการจัดตั้งโครงการอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้า สำหรับทดแทน สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาเซียนจึงได้เลือกอุตสาหกรรมหลักให้ประเทศสมาชิกเลือกทำการผลิต กล่าวคือ ประเทศไทยผลิตเกลือหินและโซดาแอช อินโดนีเซียและมาเลเซียผลิตปุ๋ยยูเรีย สิงคโปร์ผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และฟิลิปปินส์ผลิตปุ๋ยฟอสเฟต โครงการนี้ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลง คือ ไทยเปลี่ยนเป็นผลิตแร่โพแทช สิงคโปร์ยกเลิกโครงการ ฟิลิปปินส์เปลี่ยนเป็นผลิตทองแดงแปรรูป ส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงผลิตปุ๋ยยูเรียตามเดิม ซึ่งการร่วมมือนี้เป็นการร่วมมือระดับรัฐบาล ส่วนภาคเอกชนก็มีการร่วมมือกันในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยการแบ่งการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ตามความถนัดของแต่ละประเทศ และต่อมามีโครงการแบ่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรม โดยผู้ผลิตจะต้องเป็นบริษัทเอกชนอย่างน้อย 2 บริษัท จากประเทศสมาชิกอย่างน้อย 2ประเทศ บริษัทของไทยได้ร่วมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์การเกษตร ฯลฯ ตามโครงการนี้
3. ด้านการคลังและการธนาคาร นโยบายด้านการคลังและการธนาคาร ประเทศสมาชิกได้ตกลงร่วมมือกันในด้านการจัดตั้งตลาดตั๋วเงินที่ธนาคารรองรับ จัดตั้งบรรษัทการเงินของอาเซียน จัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยการประกันภัยแห่งอาเซียน จัดตั้งกลไกยกเว้นการเก็บภาษีและป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และร่วมมือกับประชาคมยุโรปในการจัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อการพัฒนาระหว่างอาเซียนกับอีอีซี
4. ด้านการเกษตร กลุ่มอาเซียนได้มรการร่วมมือกันทางด้านการเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศไทย นโยบายด้านการเกษตรได้ดำเนินการไปหลายโครงการ ได้แก่โครงการสำรองอาหารเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันยามขาดแคลนอาหารในเวลาฉุกเฉิน โครงการจัดตั้งศูนย์วางแผนพัฒนาการเกษตรของอาเซียน โครงการจัดการเกี่ยวกับอาหารภายใต้ความร่วมมือของอาเซียน - ออสเตรีย โครงการเทคโนโลยีการประมงภายใต้ความร่วมมือของอาเซียน - แคนาดาโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายใต้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่า โครงการอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำลำธาร โครงการปลูกป่า และโครงการตลาดของทรัพยากรป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นที่อยู่ในระหว่างการเจรจาตกลงอีกมาก
5. ด้านการขนส่งและคมนาคม เป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายทางเศษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการขนส่งทางบก การเดินเรือและการท่าเรือ การบินพลเรือน การไปรษณีย์และโทรคมนาคม
6. ด้านการเมือง ความสามัคคีระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียนในการแก้ปัญหาอินโดจีน ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจและช่วยเหลืออินโดจีนมากขึ้น และยังช่วยแบ่งเบาภาระของประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพอีกด้วย
7. ด้านวัฒนธรรม ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันมากขึ้น
 
เขตการค้าเสรีอาเซียน
ASEAN  Free  Trade  Area  :  AFTA
                     เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือเรียกว่า อาฟตา เป็นข้อตกลงทางการค้าของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีวัตถุดิบ มีผลผลิตทางการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์ และมีสินค้าอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับที่ผลิตได้ในส่วนต่างๆ ของโลก ทั้งยังเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพทางการซื้อสูง
ประวัติความเป็นมา
                    การประชุมผู้นำเอาเซียนอันประกอบด้วย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์และไทย ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ.2535 ได้ตกลงที่จะขายสินค้าระหว่างกันอย่างเสรี (ยกเว้นสินค้าเกษตร) เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกันให้เหลือร้อยละ 0-5 ภายใน พ.ศ.2546 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1มกราคม พ.ศ. 2536 เป็นต้นไป เรียกข้อตกลงทางการค้าของกลุ่มอาเซียนนี้ว่า “เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา”
                    สาเหตุสำคัญของการก่อตั้งอาฟตา คือ ประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกต่างค้าขายและขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ประกอบกับการที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง ทำให้หลายประเทศต่างหวาดหวั่นว่า การลงทุนจากต่างประเทศจะหลั่งไหลไปยังยุโรปตะวันออกและสาธารณรัฐที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ไม่มาลงทุนในประเทศของตน จะทำให้ประสบกับภาวะฝืดเคืองและเศรษฐกิจถดถอย จึงหาทางที่จะร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด กลุ่มแรก คือ ประชาคมยุโรปได้ตกลงที่จะรวมตัวกันเป็นตลาดเดียวภายใน พ.ศ.2535 และใช้มาตรการทางการค้า เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของกลุ่ม เช่น การกำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ การกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้า การจำกัดโควตาสินค้านำเข้า เป็นต้น มาตรการเหล่านี้ทำให้กลุ่มอาเซียนเห็นว่าจะเป็นสาเหตุทำให้สินค้าของตนขายได้น้อยลง จึงร่วมมือกันจัดตั้งเขตการค้าเสรีขึ้นในรูปที่คล้ายคลึงกัน
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
                    1. เพื่อให้การขายสินค้าภายในอาเซียนเป็นไปโดยเสรีมีอัตราภาษีต่ำและปราศจากข้อจำกัดทางการค้า
                    2. เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในอาเซียน
                    3. เพื่อจะได้มีอำนาจต่อรอง และเป็นเวทีแสดงความคิดเห็น หากได้รับความกดดันหรือถูกเอารัดเอาเปรียบทางการค้าจากประเทศอื่น
ผลการปฏิบัติงาน
                อาฟตาได้ดำเนินการลดภาษีสินค้าระหว่างประเทศที่มีแหล่งกำเนิดในอาเซียน ดังนี้
                    1. สินค้าลดปกติ กำหนดให้ลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกัน เหลือร้อยละ 0.5 ภายใน10 ปี คือ ภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2546 ยกเว้นสมาชิกใหม่ของอาเซียน คือ เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ให้เลื่อนเวลาสิ้นสุดการลดภาษีออกไป
                    2. สินค้าเร่งลดภาษี ประกอบด้วยสินค้า 15 สาขา ได้แก่ ซีเมนต์ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์หนัง เยื่อกระดาษ สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้และหวาย น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เซรามิกและแก้ว เภสัชภัณฑ์ และแคโทดที่ทำจากทองแดง กำหนดให้ลดอัตราภาษีศุลกากรเหลือร้อยละ 0-5 ปี ภายใน 7 ปี คือสิ้นสุดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2543
                    3. สินค้าที่เริ่มลดภาษีช้ากว่าสินค้าอื่น ได้แก่ สินค้าเกษตรไม่สำเร็จรูป เริ่มลดภาษีภายใน พ.ศ.2544-2546 และลดเหลือร้อยละ 0-5 ภายใน พ.ศ. 2553 ยกเว้นสินค้าบางชนิด เช่น ข้าวและน้ำตาลไม่ต้องลดเหลือร้อยละ 0-5 แต่ให้ลดตามอัตราที่ตกลงกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขตการค้าเสรีอาเซียน
                    ไทยมีความสัมพันธ์กับอาฟตาโดยตรงในฐานะที่เป็นภาคีสมาชิกประเทศหนึ่งที่มี มูลค่าการค้าสูงและส่วนใหญ่ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน เช่น พ.ศ.2540ไทยมีมูลค่าการค้ากับอาเซียนรวม 626,251 ล้านบาท เป็นมูลค่าสินค้าออก 380,790 ล้านบาท มูลค่าสินค้าเข้า 245,425 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 135,365 ล้านบาท
                    ในช่วง 9 เดือนแรกของ พ.ศ.2541 มีมูลค่าการค้ารวม 510,057 ล้านบาท เป็นสินค้าออก307,805 ล้านบาท สินค้าเข้า 202,251 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับการส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกของ พ.ศ.2540 ซึ่งมีมูลค่าการค้า 437,592 ล้านบาทแล้ว มีมูลค่าสูงขึ้นถึง 72,465 ล้านบาท หรือสูงขึ้นร้อยละ 16.6 ล้านบาท จึงคาดว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ และไทยจะได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นด้วย สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนที่สำคัญ 5 อันดับแรก คือ
                    1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
                    2. 
ข้าว
                    3. 
แผงวงจรไฟฟ้า
                    4. 
น้ำตาลทราย
                    5. น้ำมันสำเร็จรูป
                                                    
 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซีย – แปซิฟิก
(Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC)
                เอเชีย – แปซิฟิก ได้แก่ ประเทศต่างๆที่เป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และประเทศที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งในทวีปเอเซีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย เป็นภูมิภาคที่มีประเทศร่ำรวยและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บรูไน สิงคโปร์ และเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ปัจจุบันภูมิภาคนี้เริ่มมีฐานะทางการเมืองมั่นคงขึ้น การร่วมกันทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้จึงเป็นการร่วมมือกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลก เอเปคจึงเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญ และเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก
 ประวัติการก่อตั้ง
        ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก หรือเรียกย่อๆว่า เอเปค กำเนิดมาจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก 12ประเทศ คือ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย ณ กรุง แคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ..2532 และในการประชุมเมื่อเดือน พ..2534 ได้รับประเทศจีน ฮ่องกงและไต้หวัน ได้เข้าเป็นสมาชิก ต่อมาได้รับประเทศเม็กซิโก ปาปัวนิวกินี ชิลี เปรู สหพันธรัฐรัสเซีย และเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกด้วย ปัจจุบันเอเปคมีสมาชิกรวม 21 ประเทศ
 
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
        1.เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก
        2.เพื่อส่งเสริมและรักษาผลประโยชน์ในเอเซีย – แปซิฟิก
        3.เพื่อส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีแบบเสรีภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก
        4.เพื่อลดการกีดกันทางการค้า และร่วมมือกันถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
 
หลักการของความร่วมมือ
        1.เป็นเวทีสำหรับการปรึกษาหารือที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก
        2.ยึดหลักฉันทามติในการดำเนินการใดๆโดยยอมรับความเสมอภาคของประเทศสมาชิก
        3.ยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระบบสังคม และการเมืองการปกครองของประเทศสมาชิก
 
ผลการปฏิบัติงาน
        นับตั้งแต่ได้ก่อตั้งเอเปคมา ภาวะการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสิงคโปร์ ได้ระดมการลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนไต้หวันและฮ่องกงก็เพิ่มปริมาณการลงทุนในเวียดนาม ลาว กัมพูชา และประเทศที่เป็นหมู่เกาะในทะเลจีนใต้มากขึ้นด้วย
 
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเอเปค
        ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับเอเปคโดยตรงในฐานะที่เป็นภาคีสมาชิกประเทศหนึ่ง ซึ่งไทยมีมูลค่าการค้าสูงและส่วนใหญ่ไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า นอกจากนี้หลายประเทศที่เป็นสมาชิกของเอเปคยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในประเทศไทย ประเทศสมาชิกของเอเปคจึงมีความสำคัญยิ่งต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยซึงมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนี้
        ผลดี
        1.ไทยมีโอกาสแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
        2.ไทยมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การรับข้อมูลข่าวสาร และการวิจัยทางเศรษฐกิจจากประเทศสมาชิกที่พัฒนาแล้ว
        3.ไทยมีเวทีร้องเรียนหรือเสนอแนะข้อคิดเห็น หากได้รับความกดดันทางด้านการค้าจากประเทศสมาชิก
        ผลเสีย
        ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งในกลุ่มเอเปค แต่อาจมีภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแตกต่างไปจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ หากประเทศสมาชิกเอเปคที่พัฒนาแล้ว ใช้มาตราการทางการค้าหรือการเปิดตลาดสินค้าบางชนิดกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งไทยอาจไม่พร้อมที่จะยอมรับหรือปฏิบัติตามมาตรการที่กดดันนั้น ทำให้เกิดผลเสียต่อสินค้า ระบบภาษี หรือภาวะเศรษฐกิจของไทยได้
ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ 
(North America Free Trade Agreement : NAFTA)
เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจในทวีปอเมริกาเหนือ ในการที่จะร่วมมือกันแสวงหาตลาดส่งออกและลดต้นทุนการผลิตสินค้า เพื่อให้มีราคาถูกลงสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้
 ประวัติการก่อตั้ง
        หลังจากที่สหภาพยุโรป ได้แก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยการเปิดตลาดเสรีเป็นตลาดเดียวแล้ว ผู้นำแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโกไดจัดประชุมกันเมื่อ พ..2535 ที่จะเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันให้เป็นตลาดเดียว และจะลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือร้อยละ 0ภายใน 5 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 มกราคม พ.. 2537 เป็นต้นไป ต่อมาในเดือนธันวาคม พ..2537 ประเทศชิลี ได้รับเชิญให้เข้ามาเป็นสมาชิกนาฟตา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการเข้าเป็นสมาชิก
 วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
      1.เพื่อแสวงหาตลาดสินค้าส่งออกในภูมิภาคอื่น
      2.เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน การเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะผลิตสินค้าให้ได้ราคาถูกและมีคุณภาพ
      3.เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้ขยายตัวและมีประสิทธิภาพสูง
        ข้อตกลงส่วนใหญ่จะเป็นการยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรระหว่างกันของประเทศสมาชิก สินค้าประมาณครึ่งหนึ่งที่จะนำเข้าระหว่างประเทศภาคด้วยกัน จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรทันทีที่ข้อตกลงมีผลใช้บังคับ สินค้าที่เหลือจะลดภาษีลงในอัตราเท่ากันในแต่ละปีจนเหลือศูนย์ภายใน 5-10ปี ส่วนสินค้าที่ยังมีปัญหาในการทำความตกลงจะใช้เวลา 15 ปี
 ผลการปฏิบัติงาน
        ประเทศสมาชิกต่างได้รับผลประโยชน์จาการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีอเมริกาเหนือ คือ เม็กซิโก ซึ่งก่อนหน้านี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเปโซตกต่ำมากก็เริ่มแข็งตัวขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาก็กลับฟื้นตัวดีขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกาปล่อยสินเชื่อระยะยาว ลดอัตราภาษีนำเข้า และอนุญาตให้รถบรรทุกของเม็กซิโกแล่นผ่านเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้ โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้าที่ชายแดน อันเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและเสียเวลา สหรัฐอเมริกา มีสินค้าส่งออกไปเม็กซิโกและแคนาดามากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น และทำให้มีตำแหน่งงานเพิ่ม มีการจ้างงานมากขึ้น แคนาดา สามารถซื้อสินค้าของสหรัฐและเม็กซิโกถูกลง อันเนื่องมาจากการลดอัตราภาษีศุลกากร
 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
        ไทยไม่ได้เป็นสมาชิกของนาฟตา แต่การดำเนินงานของนาฟตามีผลกระทบโดยตรงต่อการค้าของไทย กล่าวคือ การออกกฎเกณฑ์ต่างไของประเทศในกลุ่มอาฟตา ทำให้มีผลกระทบต่อสินค้าไทย เช่น ประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ได้ออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสินค้ารถยนต์ และผ้าผืนที่ทอมาจากโรงงาน และไม่ได้ตัดเย็บจะส่งเข้าไปยังแคนาดาและเม็กซิโก เป็นการจำกัดและกีดกันสินค้าที่สั่งเข้ามาจากประเทศไทย ประการหนึ่ง และทำให้ไทยขายสินค้าได้น้อยลง ประเทศเม็กซิโก ขึ้นอัตราภาษีสิ่งทอ เครื่องหนัง และรองเท้าที่สั่งเข้ามาจากประเทศนอกกลุ่มนาฟตา ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นไปด้วย จึงส่งออกได้น้อยลง
            นอกจากนี้เม็กซิโกซึ่งเป็นสมาชิกของนาฟตา มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโลก มีแรงงานราคาถูก มีวัตถุดิบและผลิตสินค้าได้คล้ายคลึงกับประเทศไทย จึงคาดกันว่าหากเม็กซิโกได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าอื่นๆ จากสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศภาคีสมาชิก เม็กซิโกจะมีบทบาทในการส่งสินค้าเข้าสหรัฐอเมริกาแทนที่ประเทศไทย ประกอบกับเม็กซิโกอยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกา ทำให้การขนส่งสินค้าทำได้รวดเร็วกว่า และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อผ้า สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารกระป๋องและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งไทยส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาปีละมากๆ
 
แหล่งอ้างอิง
 
                                                                           ผู้จัดทำ
นางสาวกมลวรรณ  พันธ์เพ็ง เลขที่ 31
นางสาวพิศชญา  ป้องคำกวย  เลขที่ 34
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6